มือใหม่หัดรีวิวค่ะ ภาพไม่ค่อยชัดนะคะ ถ่ายจากกล้อง iPhone4
วันนี้จะมารีวิวรองพื้น – บีบี ครีม – คอนซีลเลอร์ ที่ใช้อยู่ในตอนนี้ค่ะเรียงจากซ้ายไปขวานะคะ




เราเป็นคนผิวขาวเหลือง สภาพผิวมันมาก+มีสิว+มีรอยแดงและรอยดำจากสิวด้วย
1. Revlon Colorstay™ : Makeup For Combination/Oily Skin SPF15/FPS15 30ml.สี180 Sand Beige
ต้องบอกก่อนว่า เราทำการค้นคว้า อ่านรีวิว ลองสีที่ใช่ ระหว่างรุ่น Colorstay กับ Photo Ready อยู่ปีกว่า ว่าจะตัดสินใจซื้อตัวไหนดีเพราะปกติจะใช้ตัว Mistine BB Wonder Cream เป็นประจำ แต่เกิดอาการอยากหาเรื่องเสียเงินค่ะเห็นในรีวิวเค้าบอกกันว่ามันเนียนกริบ คุมมัน ทนน้ำทนฝน ประกอบกับช่วงนั้น EVEANDBOYลดราคารองพื้นรุ่นนี้เหลือเพียงแค่ 399.-เราเลยรีบไปสอยมาครอบครองในทันที พอมาลองใช้เอง ประกฎว่า.. (ขอลิสต์เป็นข้อๆนะคะ)
- เนื้อรองพื้นไม่ข้นไม่เหลวจนเกินไป เกลี่ยง่าย แห้งค่อนข้างไว
- เนื้อรองพื้นค่อนข้างหนา ต้องเกลี่ยดีๆหน่อย ถึงจะได้ลุคที่บางเบาเป็นธรรมชาติ
- การปกปิดถือว่าดีมาก เราแทบไม่ต้องใช้คอนซีลเลอร์ช่วยเลย
- ติดทนนานจริง เราทาไปเรียน(ในบางวัน) ตั้งแต่8โมงเช้าจนถึงล้างหน้าตอนอาบน้ำก่อนนอนประมาณเที่ยงคืนรวม 16 ชั่วโมง หน้าเราก็ยังเนียนกริบอยู่เลย (ทางแบรนด์เคลมไว้ว่า ติดทน24ชม.แต่เราก็ยังไม่เคยแต่งหน้าจนครบ24ชม.นะ 555)
- กันน้ำ กันฝน กันเหงื่อจริงๆ เดินตากฝนกลับบ้านมาแล้วใช้ในวันที่เหงื่อไหลเป็นทางก็ทำมาแล้ว รองพื้นยังอยู่ยันกลับบ้านจริงๆ
- เนื้อมันจะออกแมทนิดๆ แต่ไม่ถึงกับแห้ง ระหว่างวันหน้าเราจะดูฉ่ำนิดๆ แต่สีไม่เปลี่ยน หน้าไม่หมอง ต้องซับมันระหว่างวันบ้าง1-2ครั้ง
- เรื่องกลิ่น คนอื่นๆบอกว่ามันเหม็น แต่เราว่าปกติเลยไม่เป็นอุปสรรคเท่าไหร่นัก
- เฉดสี มีกี่เฉดไม่แน่ใจ โชคดีที่เราได้สีที่เข้ากับผิวเราจริงๆ ไม่วอก ไม่หมอง
- ปริมาณที่ให้มาเยอะ เราคิดว่าตัวเองคงใช้ไม่หมดแน่ๆ เพราะไม่ได้แต่งทุกวันแต่งเฉพาะวันที่ต้องการหน้าแน่นๆอยู่ทนทั้งวัน วันที่มี presentation และวันที่ต้องไปงาน
- มีส่วนผสมของสารกันแดด แต่เราทากันแดดก่อนลงรองพื้นอยู่แล้วเลยไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้มาก
- ข้อเสีย คือ ขวดเป็นแบบเท ทำให้เวลาเราเทออกมาใช้ บางทีเทออกมาเยอะเกินเราก็ไม่สามารถจะเทกลับเข้าไปได้ ไม่อย่างนั้นพวกแบคทีเรียมันจะเข้าไปสะสมอยู่ในขวดอีกอย่างคือ เราต้องล้างหน้าแบบพิถีพิถันมาก เมื่อใช้รองพื้นตัวนี้เราเคยล้างหน้าไม่สะอาด ทั้งๆที่เราว่ามันสะอาดแล้วนะ (ใช้ทั้งคลีนซิ่งเช็ดออก/โฟมล้างหน้า/สบู่เบนเนต)ปรากฏว่า สิวมาจ้า
ซื้อมาจาก EVEANDBOY สาขาสยามสแควร์ 399.-
ให้คะแนน 4/5หักที่ข้อเสียที่ว่ามานี่แหละค่ะ แต่โดยรวมแล้วชอบนะ ถ้าหมดอายุเมื่อไหร่จะซื้อมาใช้อีกแน่นอน
2. Revlon Photo Ready Foundation SPF20/FPS2030ml. สี003 Shell
เราตัดสินใจซื้อตัวนี้เพราะเราเห็น Watsons มีคูปองลด50.- เหลือ 450.- คิดว่ามันถูก (มั้ง) บวกกับอยากลองตามรีวิว เห็นเค้าบอกกันว่าเนื้อรองพื้นมีชิมเมอร์ ถ่ายรูปแล้วสวยด้วย เลยรีบจัดมาลองในทันที
- เราให้ BA เลือกสีให้ สีที่ได้มาต่างกับรุ่นColorstayมาก มันขาวกว่า แต่พอทาแล้วสีกลืนกับผิวเราเลยทำให้หน้าดูสว่างสดใสขึ้น น่าจะเป็นที่ชิมเมอร์ด้วย
- เนื้อรองพื้นเหลว เกลี่ยง่าย ดูเป็นธรรมชาติ ดูผิวชุ่มชื่นดี
- ไม่ค่อยปกปิดร่องรอยสงคราม ต้องพึ่งคอนซีลเลอร์ช่วย
- บางคนรีวิวว่า คนที่มีผิวมันใช้รองพื้นตัวนี้หน้าจะมันมาก แต่เราไม่ประสบปัญหาใดๆมีบ้างที่ต้องซับหน้าระหว่างวัน แต่ไม่เยิ้ม ไม่ไหล
- ไม่กันน้ำ ไม่กันเหงื่อ ถ้าเหงื่อออกมากๆก็หายไปเหมือนกัน
- กลิ่นไม่หอมแต่ก็ไม่เหม็นรับได้- เฉดสี รู้สึกจะมีแค่4เฉดแต่โชคดีที่เราได้สีที่เข้ากับผิวเราจริงๆ ไม่วอก ไม่หมอง
- ปริมาณให้เยอะดี เราใช้ครั้งละ1ปั๊มเท่านั้น สำหรับทาทั้งหน้า+คอบางทีเหลือด้วยซ้ำถ้าไม่ลงหนา - มีส่วนผสมของสารกันแดด แต่เราทากันแดดก่อนลงรองพื้นอยู่แล้วเลยไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้มาก
- ข้อเสีย คือ ไม่ติดทน ไม่กันเหงื่อ ด้วยความที่เราเป็นคนไม่เติมหน้าระหว่างวันเลยร่องรอยสงครามก็เลยแอบโผล่มาให้เห็นซื้อมาจาก Watsons สาขาเดอะมอลล์ ท่าพระ 450.-
ให้คะแนน 4/5 หักที่ข้อเสียที่ว่ามานี่แหละค่ะ แต่โดยรวมแล้วก็โอเคไม่แย่ แต่คงไม่ซื้อใช้ต่อ เพราะ ตอนนี้มีรุ่นใหม่ออกมาแล้วค่ะ 555
3. Mistine BB Wonder Cream SPF3015g.
เป็นบีบีครีมที่เราใช้แล้วถูกกับหน้ามากที่สุด ก่อนหน้านี้เราเคยใช้แบรนด์ของDior/Chanel/Maybelline เราก็ไม่ประทับใจมากเท่าตัวนี้ เพราะเราแพ้แล้วก็ไม่ปกปิดซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเรา ช่วงนั้นตัวนี้ออกมาใหม่ๆเราเลยไปสอยมาลองจากใน7-11เป็นหลอดแรก หลังจากนั้นตามมาอีกจนเลิกนับไปแล้วเป็นตัวที่ต้องมีติดไว้เสมอ ไปต่างจังหวัดก็พกตัวนี้ เพราะเป็นหลอดพลาสติกไม่เสี่ยงต่อการแตกและหกเลอะเทอะ
- เห็นเนื้อสีเข้ม แต่ใช้แล้วหน้าเนียน ผ่องมาก (สำหรับเรานะ)
- ปกปิดได้ดีพอสมควร ยกเว้นร่องรอยที่สาหัสมากๆ อาจต้องพึ่งคอนซีลเลอร์
- กลิ่นไม่เหม็นแต่ก็ไม่หอม รับได้
- ราคาถูกมาก ยิ่งตอนหลังเราไปเจอร้านขายส่งเครื่องสำอางที่สำเพ็งเราซื้อที3-6กล่อง คุ้มมากๆ ช่วยเราประหยัดเรื่องรองพื้นไปได้เยอะเลย
- มีส่วนผสมของสารกันแดด แต่เราก็ทากันแดดเป็นปกติอยู่แล้วเลยไม่ได้สนใจเรื่องนี้มาก
- ข้อเสีย ไม่มีเลยยย สำหรับเรานะ เราไม่เจอปัญหาอะไรกับตัวนี้เลย ใช้แล้วหน้าผ่องสุดๆมีแต่คนทัก ใช้รองพื้นของอะไร ทีเวลาใช้ของแพงนี่ไม่มีคนทักเล้ยยย ไม่อุดตันด้วยชอบที่สุด จะซื้อใช้ต่อไปแน่นอน ซื้อมาจาก ร้านโชคดี สำเพ็ง (ขายส่งเครื่องสำอาง) 50-60.-
ให้คะแนน 10/5 ไปเลย ไอเท็มลูกรัก<3
4. Collection Lasting Perfection UltimateWear Concealer สี#1 Fair
ซื้อตัวนี้มาลองตาม ขุ่นแม่โมเมพาเพลิน เห็นมันราคาโอเคดวยแหละไม่แพงมาก เราเลยสอยมาลอง ตอนซื้อหลอดแรก เราซื้อสีเบอร์3มา ตอนนั้นไม่มีโปร1แถม1รู้สึกจะเป็นสูตรเก่า เพราะล่าสุด ตัวที่เราเอามารีวิวนี้ เป็นแพ็กเกจใหม่สีก็เข้มกว่าเดิมนิดนึง
- เนื้อครีมเป็นแบบครีมมี่ แต่เกลี่ยง่าย เรียบเนียน แห้งไว ไม่แห้งเป็นขุย
- สีเข้ากับผิว เบอร์นี้ เราใช้ไฮไลท์หน้า+ไลท์ดั้ง+ปกปิดรอยดำคล้ำใต้ตา (แพนด้า)
- ติดทนพอสมควร กันเหงื่อได้ในระดับหนึ่ง เหงื่อไหลมากๆก็เอาไม่อยู่นะ
- ใช้ง่าย ถนัดมือมาก
- หลอดนึงใช้ได้นานมากกกกกซื้อมาจาก EVEANDBOY สาขาสยามสแควร์ 199.-(1แถม1)
ให้คะแนน 5/5
5. Collection Lasting Perfection UltimateWear Concealer สี#3 Warm Medium
- เนื้อครีมเป็นแบบครีมมี่ แต่เกลี่ยง่าย เรียบเนียน แห้งไว ไม่แห้งเป็นขุย
- สีเข้ากับผิว แต่แอบเข้มไปนิด เบอร์นี้ เราใช้ปกปิดร่องรอยจากสงครามและสิว
- ติดทนพอสมควร กันเหงื่อได้ในระดับหนึ่ง เหงื่อไหลมากๆก็เอาไม่อยู่นะ
- ใช้ง่าย ถนัดมือมาก
- หลอดนึงใช้ได้นานมากกกกกซื้อมาจาก EVEANDBOY สาขาสยามสแควร์ 199.-(1แถม1)
ให้คะแนน 4/5 เพราะ รุ่นใหม่นี้ สีเข้มไปนิด แต่ก็ยังใช้ได้อยู่
ทั้งหมดนี้มาจากความคิดเห็นส่วนตัวของเราจากประสบการณ์ที่เราได้ใช้จริงๆ
หากผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามนะค้าาา :)
| Tweet |
เราก็ใช้ Collection Concealer เบอร์3 อยู่เข้มไปนิด
เราแก้โดยคอนซีลเลอร์ของ MAC nc20 ผสมเข้าไป
มันแหล่มมาก ปิดแพนด้าได้เนียน ปกปิดสูง ดูไม่หนา ไม่ตกร่อง
ความรู้สึกส่วนตัวเรา เราชอบมากกว่า mac เสียอีก
อ่อ ถ้าปิดรอยสิว ขี้แมลงวัน ใช้เดี่ยวๆเลย ติดแน่นเนียนมาก ราคาถูกดีด้วย
หน้าโทรมแก้ได้ รวมวิธีฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูสดใส
- หน้าโทรม มีลักษณะเป็นอย่างไร
- หน้าโทรม เกิดจากอะไรได้บ้าง
- วิธีแก้หน้าโทรมด้วยตัวเองทำอย่างไรได้บ้าง
- การบำบัดด้วยความเย็น
- ทำ Skin Cycling
- ปรับเวลานอนให้เหมาะสม
- เติมน้ำให้ผิวทั้งภายในและภายนอก
- การใช้ Beauty Gadgets อย่างเหมาะสม
- ลดหน้าโทรมด้วยหัตถการได้หรือไม่
- โปรแกรม Skinvive
- โปรแกรม Picosecond Laser
- โปรแกรมฉีดสารเติมเต็ม
- วิธีป้องกันไม่ให้หน้าโทรมในระยะยาว
- สรุป
หน้าโทรม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทำงานยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผิวหมองคล้ำ ดูอ่อนล้า ขอบตาดำ หรือผิวขาดความสดใส ซึ่งมักเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสียสมดุล บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจสาเหตุของหน้าโทรม พร้อมแนวทางฟื้นฟูผิวตั้งแต่การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงทางเลือกหัตถการที่ช่วยเสริมการดูแลผิวในบางกรณี
หน้าโทรม มีลักษณะเป็นอย่างไร
หน้าโทรมคือสภาพผิวที่สะท้อนถึงความอ่อนล้าและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โดยสามารถสังเกตได้จากหลายลักษณะ เช่น
- ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ขาดความเปล่งปลั่ง
- ใต้ตาคล้ำ ดวงตาดูโหลลึก หรือมีถุงใต้ตา
- ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น แต่งหน้าไม่ค่อยติด
- ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูชัดขึ้น โดยเฉพาะรอบดวงตาและร่องแก้ม
- รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน และเกิดสิวได้ง่าย
- ภาพรวมของใบหน้าดูอิดโรย ไม่สดชื่น
ลักษณะเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนว่าผิวกำลังต้องการการฟื้นฟูอย่างจริงจัง
หน้าโทรม เกิดจากอะไรได้บ้าง
หน้าโทรมไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัย ได้แก่
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้กระบวนการซ่อมแซมผิวทำงานได้ไม่เต็มที่
- ความเครียดสะสม กระตุ้นฮอร์โมนที่ส่งผลต่อคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิว
- ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและดูหมองง่าย
- โภชนาการไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารหวาน ของทอด และอาหารแปรรูป
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงผิวลดลง
- แสงแดดและมลภาวะ ที่ทำลายเซลล์ผิวในระยะยาว
- การดูแลผิวไม่ถูกวิธี เช่น ล้างหน้าแรงเกินไป หรือขาดการบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ
วิธีแก้หน้าโทรมด้วยตัวเองทำอย่างไรได้บ้าง
การฟื้นฟูหน้าโทรมด้วยตัวเองต้องอาศัยความสม่ำเสมอ การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ หลายอย่างร่วมกันมักให้ผลดีกว่าการโฟกัสเพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง และยังช่วยให้ผิวแข็งแรงในระยะยาว ดังนี้
การบำบัดด้วยความเย็น
การใช้อุปกรณ์ความเย็น เช่น Ice Globes ช่วยลดอาการบวม กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และทำให้ผิวดูสดชื่นขึ้นได้ทันที
ทำ Skin Cycling
การจัดตารางการใช้สกินแคร์แบบสลับวัน ช่วยให้ผิวได้พักฟื้นและลดการระคายเคือง ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
ปรับเวลานอนให้เหมาะสม
การนอนหลับอย่างมีคุณภาพประมาณ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้นและลดความหมองคล้ำ
เติมน้ำให้ผิวทั้งภายในและภายนอก
ดื่มน้ำให้เพียงพอควบคู่กับการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำและดูสดใสขึ้น
การใช้ Beauty Gadgets อย่างเหมาะสม
อุปกรณ์ดูแลผิวที่ใช้ที่บ้าน เช่น เครื่องผลักสกินแคร์ หรือ LED Mask สามารถช่วยเสริมการดูแลผิวได้ หากใช้อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
ลดหน้าโทรมด้วยหัตถการได้หรือไม่
หัตถการไม่ใช่การแก้ปัญหาหลักของหน้าโทรม แต่เป็นทางเลือกเสริมในกรณีที่ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องแล้วยังไม่ตอบโจทย์ ในบางกรณีที่การดูแลตัวเองอย่างเดียวไม่เพียงพอ อาจพิจารณาหัตถการเพื่อช่วยเสริมการฟื้นฟูผิว โดยควรผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ เช่น
โปรแกรม Skinvive
เป็นหัตถการที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในระดับลึก ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบเนียน เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งและดูอ่อนล้า
โปรแกรม Picosecond Laser
ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว
โปรแกรมฉีดสารเติมเต็ม
ในกรณีที่หน้าโทรมเกิดจากการยุบตัวของโครงสร้างผิวบางส่วน แพทย์อาจพิจารณาการเติมเต็มเพื่อช่วยให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นอย่างเหมาะสม
วิธีป้องกันไม่ให้หน้าโทรมในระยะยาว
การป้องกันหน้าโทรมควรเริ่มจากการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ เช่น
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
- ล้างหน้าให้สะอาดแต่ไม่รุนแรง
- เลือกสกินแคร์ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว
- ปรับไลฟ์สไตล์ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด
- ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
- ลดน้ำตาลและอาหารแปรรูป
- ดูแลผิวรอบดวงตาเป็นพิเศษ
- รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ที่สัมผัสใบหน้า
สรุป
หน้าโทรมเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขและป้องกันได้ หากเริ่มจากการปรับพฤติกรรม ดูแลผิวอย่างถูกวิธี และเลือกแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับตัวเอง การใส่ใจดูแลผิวตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ใบหน้าดูสดใส สุขภาพดี และไม่ดูอ่อนล้าก่อนวัย




