สวัสดีสาวๆ วนิลาทุกท่านนะค่า
วันนี้ไอซ์มารีวิวในช่องทางวนิลาเป็นครั้งแรกเลย อย่างไรก็ขอฝากตัวด้วยนะคะสาวๆ ^0^
ขอไม่รอช้าเข้าเรื่องกันเลยแล้วกันนะคะ
พอดีไอซ์ได้ไปร่วมเล่นกิจกรรมที่ทาง VILIV SEOUL จัดขึ้น จึงกลายมาเป็นผู้โชคดี 1 ท่านที่ได้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาทดลองใช้ 1 กระปุก เย้ๆ
(ต้องขอบอกเลยนะคะว่า แบรนด์นี้คือแบรนด์จากสัญชาติเกาหลีแท้ๆ ที่กำลังจะมาเปิดตัวในไทยนั่นเองค่ะ)
ซึ่งตัวที่ไอซ์ได้มาก็คือ VILIV SEOUL MIRACLE WHITENING CREAM SPF20 / PA++

ตอนแรกที่ได้มาคือ เซอร์ไพรส์มาก เพราะว่าผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่พอตัวเลยนะคะ
ได้มาด้วยความเห่อมา ทดลองใช้ตั้งแต่วันแรกที่ได้มา จนปัจจุบันเวลาล่วงเลยมากว่า 2 อาทิตย์แล้ว จึงได้กลายเป็นการรีวิวในวันนี้นั้นเอง วิฮิ้วว!!
ขอมารีวิวในแง่ของแพคเกจจิ้งกันก่อนดีกว่าค่ะ

2. เมื่อเปิดฝาออกมาจะมีที่ปิดด้านใน ป้องกันการเลอะเทอะ + ไม้ตักครีม ซึ่งขอบอกเลยค่ะว่ามันเวิร์คมากจริงๆ ทำให้ไม่มีสิ่งสกปรกจากนิ้วมือลงไปทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพเลยค่ะ (อยากให้หลายๆ แบรนด์เป็นแบบนี้เหมือนกัน)
คราวนี้มาดูว่าแบรนด์ VILIV SEOUL เค้าเคลมผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่างไรบ้าง

นอกจากนั้นยังไม่มีพาราเบน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสีอีกด้วย !!! เริ่ดเฟร่อ~
หลังจากพูดถึงแพคเกจจิ้งและคำเคลมของ VILIV แล้ว คราวนี้มาดูที่ผลลัพธ์กันค่ะ

เห็นได้ชัดเลยใช่ไหมคะว่าฝั่ง Before ไอซ์เป็นคนผิวขาวเหลือง แต่เมื่อทาครีมลงไปปุ๊บแล้วเกลี่ยจะทำให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นมาในทันที และเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่ได้ดูหลอกเหมือนครีมเปลี่ยนสีผิวของแบรนด์ทั่วไปเลย
(ครีมตัวนี้สามารถใช้ได้กับทั้งผิวหน้าและผิวกายนะคะ)
มาสรุปข้อดี ข้อเสียหลังจากใช้ครีมตัวนี้มา เฉพาะที่ผิวหน้า รวมระยะเวลา 2 สัปดาห์กันค่ะ
ข้อดี
1. ผิวจะขาวกระจ่างใสแบบเป็นธรรมชาติตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ เหมือนครีมตัวนี้ช่วยกระจายแสงและปรับเบสของสีผิวให้มีไบรท์ขึ้นและสีผิวสม่ำเสมอเท่ากันทั้งใบหน้า ทำหน้าที่เหมือนเมคอัพเบส ก่อนการแต่งหน้าเลย
2. มันเริ่ดกว่านั้นตรงที่ มันไม่ได้ทำให้ขาวแค่เพียงครั้งแรกที่ใช้ แต่ VILIV Miracle Whitening ตัวนี้ จากการสังเกตผิวตัวเองอย่างละเอียดตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันทำให้ผิวโดยธรรมชาติกระจ่างใสขึ้นด้วย (บอกก่อนนะคะว่าไม่ได้ทำให้ผิวจริงขาวแบบกระดาษ แต่มันทำให้กระจ่างใสขึ้นตามสีผิวของตัวเอง และช่วยลดเลือนจุดด่างดำไปได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่หมด)
3. ควบคุมความมันได้ดีมาก ถึงแม้เนื้อครีมเป็นสีขาวข้นคลั่กๆ แต่เมื่อทาลงบนใบหน้า ตรงนี้เหมือนคำเคลมไม่มีผิด คือซึบเข้าหน้าไปเลย ไม่ทิ้งความมันความเหนอะหนะไว้ที่ผิวเลยแม้แต่น้อย ระหว่างวันเหงื่อออกก็ให้ผิวเพียงแค่ดิวอี้ แตะที่ผิวก็ยังไม่มัน แถมหน้าจะมีความฉ่ำวาวแบบสาวเกาหลีเว่อ คือเริ่ดดดดด
4. ใช้เป็นเบสเมคอัพได้ นอกจากจะช่วยปรับสีผิวให้ขาวกระใส สม่ำเสมอแล้ว ยังทำให้รูขุมขนที่กว้างๆ เลือนหายไปได้ในระดับที่น่าพอใจ และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันที่ผิวหน้า (ดีกว่าใช้ไพรเมอร์ เพราะเสี่ยงต่อการอุดตันอย่างมาก และไม่ได้ช่วยให้ผิวดีขึ้น)
ข้อเสีย
1. เนื่องจากเนื้อครีมเวลาทาลงบนผิวจะ ปรับให้ผิวค่อนข้างขาวมาก แนะนำว่าคนผิวคล้ำ ผิวแทน หรือคนที่ผิวขาวเหลือง ควรใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ เพื่อปรับให้ผิวดูไบรท์ขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าทาในปริมาณที่เยอะจะทำให้ผิวหน้าหมอง หรือเทาได้
2. สถานที่ในการจำหน่ายน้อยมาก ดูได้ที่เพจของ VILIV SEOUL ผ่านเฟซบุ๊คเท่านั้น
สุดท้ายสำหรับสาวๆ ที่อยากรู้ว่า VILIV SEOUL MIRACLE WHITENING CREAm SPF20 / PA++ มีส่วนผสมใดบ้าง เผื่อตัวเองแพ้ สามารถดูได้จากรูปภาพด้านล่างเลยค่ะ

| Tweet |
ขอบคุณค่า รบกวนสอบถามหน่อยนะคะ
เราอยากใช้อ่า แต่เราเป็นคนผิวสองสี
ถ้าทาแล้วมันจะเทามั้ยอ่ะคะ
@noi_506
ผิวสองสีก็สามารถทาได้ค่ะ มันจะทำให้ผิวไบรท์ขึ้น
แต่แนะนำค่ะว่าใช้เป็นเบสจะดีกว่า ใช้ปริมาณแค่เม็ดถั่วเขียวสักเม็ดถึงเม็ดครึ่ง แล้วเกลี่ยไวๆ มันจะช่วยคุมมันได้ระดับนึงเลยค่า :)
แต่อย่าเผลอใช้เยอะนะค่า อาจจะเทาได้เลย
โปรแกรม Oligio vs Ultraformer ต่างกันไหม เลือกยังไงให้เหมาะกับเรา
- โปรแกรม Oligio vs Ultraformer คืออะไร
- โปรแกรม Oligio
- โปรแกรม Ultraformer
- หลักการทำงานโปรแกรม Oligio vs Ultraformer
- หลักการทำงานของโปรแกรม Oligio
- หลักการทำงานของโปรแกรม Ultraformer
- เทียบความต่าง โปรแกรม Oligio vs Ultraformer
- เทคโนโลยีการทำงาน
- หัวยิงพลังงานและระดับความลึก
- ปัญหาผิวที่ตอบโจทย์
- ความรู้สึกและระยะเวลาในการทำ
- การเห็นผลและผลลัพธ์
- โปรแกรม Oligio vs Ultraformer เลือกยังไงดี
- รีวิวโปรแกรม Oligio vs Ultraformer
- สรุปโปรแกรม Oligio vs Ultraformer เลือกแบบไหนดี
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยียกกระชับผิวแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด สองหัตถการที่เรียกได้ว่าถูกพูดถึงมากในวงการความงาม ก็คงจะหนีไม่พ้นโปรแกรม Oligio vs Ultraformer ซึ่งทั้งสองโปรแกรมต่างก็มีจุดเด่นที่เหมือนและแตกต่างกัน ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า แล้วต้องเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุม เปรียบเทียบกันแบบช็อตต่อช็อต ตั้งแต่หลักการทำงาน จุดเด่น ผลลัพธ์ ไปจนถึงการเลือกโปรแกรมที่ใช่สำหรับปัญหาผิวของตัวเอง
โปรแกรม Oligio vs Ultraformer คืออะไร
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเพื่อการดูแลและปรับสภาพผิวที่ได้รับความนิยมอยู่หลายชนิด การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง โปรแกรม Oligio vs Ultraformer จึงเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับตนเอง
โปรแกรม Oligio
โปรแกรม Oligio คือเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar Radiofrequency) ในการส่งผ่านความร้อนลงสู่ผิวหนังชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ตามธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรงและแน่นกระชับมากขึ้น
โปรแกรม Ultraformer
โปรแกรม Ultraformer เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความเข้มข้น High-Intensity Focused Ultrasound โดยพลังงานจะถูกส่งไปยังชั้นผิวหนังระดับลึกจนถึงชั้นพังผืดที่หุ้มกล้ามเนื้อ (SMAS) ทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและกระตุ้นการจัดเรียงตัวของคอลลาเจน ซึ่งมุ่งเน้นการให้ผลลัพธ์ด้านการยกกระชับผิว โดยรุ่นที่นิยมได้แก่ โปรแกรม Ultraformer lll และ โปรแกรม Ultraformer MPT
หลักการทำงานโปรแกรม Oligio vs Ultraformer
โปรแกรม Oligio vs Ultraformer เป็นสองหัตถการที่มักถูกนำมาใช้เพื่อการยกกระชับ ซึ่งถึงแม้จะให้ผลลัพธ์และการทำงานที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ถือว่ามีความแตกต่างที่ควรทำความเข้าใจก่อนเลือกใช้บริการ ดังนี้
หลักการทำงานของโปรแกรม Oligio
- การส่งพลังงานแบบ Volumetric Heating : ส่งคลื่นวิทยุผ่านหัวปล่อยพลังงานที่สัมผัสกับผิวหนัง โดยพลังงานจะเดินทางผ่านชั้นผิวหนังลงไปสู่ชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิว
- ระบบ Cooling เพื่อปกป้องผิว : หัวของโปรแกรม Oligio มีระบบทำความเย็น ที่ทำงานควบคู่กัน เพื่อช่วยปกป้องผิวชั้นหนังกำพร้าไม่ให้ได้รับความร้อนมากเกินไป
- ผลลัพธ์ชัดเจน : ความร้อนที่เกิดขึ้นในระดับอุณหภูมิที่เหมาะสม จะทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมที่หย่อนคล้อยเกิดการหดตัวและเรียงตัวใหม่ ซึ่งส่งผลให้ผิวรู้สึกกระชับขึ้นได้
- ผลในระยะยาว : ความร้อนที่เกิดขึ้นยังเป็นการกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูของร่างกาย โดยจะไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
หลักการทำงานของโปรแกรม Ultraformer
- การส่งพลังงานแบบ Focused Ultrasound : โดยโฟกัสให้รวมกันเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ค่อนข้างแม่นยำ ใน ระดับความลึกของชั้นผิวที่ต้องการ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ
- การสร้างจุดความร้อน : โดยจะเกิดความร้อนที่ค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้เกิดเป็นจุดแข็งตัวของเนื้อเยื่อขนาดเล็ก (TCPs) คล้ายจุดเย็บเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นกระจายตัวอยู่ใต้ชั้นผิวเป็นแนวยกกระชับ
- การทำงานในหลายระดับความลึก : โปรแกรม Ultraformer มีหัวยิงที่หลากหลาย ซึ่งสามารถเลือกส่งพลังงานไปยังระดับความลึกที่แตกต่างกันได้ค่อนข้างแม่นยำ
- ผลลัพธ์ชัดเจน : เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อ ในบริเวณที่รับบริการ โดยเฉพาะในชั้น SMAS จะทำให้โครงสร้างผิวเกิดการยกตัวขึ้นได้ค่อนข้างรวเร็วหลังทำหัตถการ
- ผลในระยะยาว : กระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาทดแทนและเสริมความแข็งแรง ส่งผลให้ผิวค่อย ๆ ยกกระชับและแน่นขึ้น
*หมายเหตุ : การทำงานของของโปรแกรม Ultraformer อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่องที่ใช้งาน
เทียบความต่าง โปรแกรม Oligio vs Ultraformer
ด้วยหลักการทำงานและเทคโนโลยีที่ใช้ของ โปรแกรม Oligio vs Ultraformer ทำให้สองหัตถการนี้ค่อนข้างมีความแตกต่างกันในหลายด้าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับความลึกของชั้นผิวที่ทำการรักษาและกลไกการฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่ไม่เหมือนกัน เช่น
เทคโนโลยีการทำงาน
โปรแกรม Oligio : ใช้พลังงานคลื่นวิทยุขั้วเดียว หรือ Monopolar RF ส่งความร้อนลงไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้
โปรแกรม Ultraformer : ใช้พลังงานอัลตราซาวด์ความเข้มข้นแบบ MMFU ยิงเป็นจุดเล็ก ๆ เพื่อยกกระชับผิวลึกถึงชั้น SMAS
หัวยิงพลังงานและระดับความลึก
โปรแกรม Oligio : ใช้หัวยิงแบบสัมผัสผิว ส่งพลังงานความร้อนแบบปริมาตรลงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous fat)
โปรแกรม Ultraformer : มีหัวยิงหลายขนาดที่เลือกระดับความลึกได้ค่อนข้างแม่นยำ ตั้งแต่ผิวชั้นตื้นจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ SMAS
ปัญหาผิวที่ตอบโจทย์
โปรแกรม Oligio : ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ ลดริ้วรอยตื้น ๆ ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน และลดไขมันบางส่วน
โปรแกรม Ultraformer : เน้นการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย ปรับกรอบหน้าให้ดูคมชัด และแก้ปัญหาเหนียงหรือคางสองชั้น
ความรู้สึกและระยะเวลาในการทำ
โปรแกรม Oligio : รู้สึกอุ่นสบายผิว ไม่เจ็บมากด้วยระบบทำความเย็น และใช้เวลาทำประมาณ 20-40 นาที (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส)
โปรแกรม Ultraformer : อาจรู้สึกหน่วงหรือจี๊ด ๆ ลึกใต้ชั้นผิว โดยเฉพาะบริเวณแนวกระดูก ใช้เวลาทำประมาณ 30-60 นาที (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส)
การเห็นผลและผลลัพธ์
โปรแกรม Oligio : ผิวจะเริ่มแน่นขึ้นหลังทำ และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดใน 2-3 เดือน อยู่ได้นานประมาณ 1 ปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส)
โปรแกรม Ultraformer : ใบหน้าดูยกกระชับขึ้นหลังทำ และจะเห็นผลเต็มที่ใน 2-3 เดือน โดยผลลัพธ์คงอยู่ได้นานประมาณ 1 ปีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส)
โปรแกรม Oligio vs Ultraformer เลือกยังไงดี
เทคโนโลยีด้านการยกกระชับและฟื้นฟูสภาพผิวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีทางเลือกหลากหลายในการดูแลตนเอง ซึ่งโปรแกรม Oligio vs Ultraformer ถือเป็นสองหัตถการที่ได้รับความนิยม โดยก่อนตัดสินใจควรพิจารณาจากปัจจัยและความต้องการส่วนบุคคลประกอบด้วย ดังนี้
- พิจารณาจากปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไขเป็นหลัก
- พิจารณาจากความกังวลเรื่องความเจ็บ
- พิจารณาจากระยะเวลาพักฟื้น
- พิจารณาจากบริเวณที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ
- พิจารณาจากระดับชั้นผิวที่ต้องการให้พลังงานลงไปถึง
- พิจารณาจากราคาและผลลัพธ์ที่ได้
*ทั้งนี้แนะนำให้สอบถามแพทย์หรือผู้ให้บริการเพื่อเลือกหัตถการที่เหมาะสมอีกครั้ง
รีวิวโปรแกรม Oligio vs Ultraformer
โดยส่วนใหญ่ผู้เข้ารับบริการโปรแกรม Oligio มักสัมผัสได้ถึงความแน่นกระชับของผิวที่เพิ่มขึ้น กรอบหน้าที่ดูคมชัด และคุณภาพผิวโดยรวมที่ดีขึ้นจากคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นให้สร้างใหม่ ในขณะที่ผู้ทำโปรแกรม Ultraformer อย่างในรุ่น MPT จะรู้สึกถึงการยกกระชับของใบหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนกว่า โดยเฉพาะบริเวณแก้มที่หย่อนคล้อยและแนวกรอบหน้า เนื่องจากพลังงานสามารถลงลึกถึงชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการพยุงผิวได้อย่างเต็มที่
สรุปโปรแกรม Oligio vs Ultraformer เลือกแบบไหนดี
การเลือกระหว่างโปรแกรม Oligio vs Ultraformer ขึ้นอยู่กับปัญหาผิว โดยโปรแกรม Oligio จะเน้นการกระชับผิวให้แน่นฟู ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน และลดไขมันเฉพาะจุดใต้ชั้นผิว เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องผิวไม่เฟิร์มและริ้วรอยตื้น ๆ ในขณะที่โปรแกรม Ultraformer จะเน้นไปที่การยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับกรอบหน้าให้ดูคมชัดและแก้ปัญหาแก้มหย่อนหรือเหนียง ทั้งนี้การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวจะช่วยให้คุณเลือกหัตถการที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้



