อากาศร้อน ๆ ของเมืองไทยช่างน่าเบื่อหน่ายจริง เดินทางไปไหนมาไหนต่อมน้ำมันบนหน้าทำงานกันแบบเออเร่อ(error) เยิ้มจนหมดความสวย ซับมันกันทั้งวัน แต่งหน้าสวย ๆ ก็เป็นคราบหมดเลย ปัญหาหน้ามันยังทำให้ผิวอุดตันเป็นสิว ตามรักษากันไม่จบไม่สิ้น ยิ่งหมั่นล้างหน้าก็ยิ่งกระตุ้นให้หน้ามัน ปุ๊กได้ค้นพบทางออกในการดูแลผิวมันนั้นคือ ชุด Sebo Vegetal ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของ Yves Rocher

ซึ่งYves Rocher ได้ค้นพบสารสกัดจาก Baikal power (ไบคาล พาวเดอร์) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวผสมถึงผิวมันรู้สึกสะอาดหมดจน เรียบเนียนและไม่มันเงา
Baikal power (ไบคาล พาวเดอร์) สารสกัดที่สกัดด้วยวิธีธรรมชาติจากรากของ Skullcap (ชื่อภาษาลาตินเรียกว่า scutellaria) ,ซึ่งใช้กันมายาวนานเพราะมีความสามารถในการปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย
Yves Rocher ได้ควบคุมระบบการปลูกที่มีประสิทธิภาพปราศจากสารตกค้าง
จึงมั่นใจได้ว่าทั้งปลอดภัยและช่วยให้ผิวผสมถึงผิวมันสะอาดหมดจด สดใส เรียบเนียนและไร้ความมันเงา
นอกจากนี้ยังได้รับการทดลองและรับรองโดยแพทย์ผิวหนังแล้วว่า
-ปราศจากพาราเบน
-ปราศจากมิเนรัล ออยล์
-ปราศจากการแต่งสี
เอ๋!! พาราเบนคืออะไร ? มิเนรัล ออยล์ คืออะไร ? สงสัยกันมั้ยคะ ?
พาราเบนคืออะไรและทำไมเราจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีพาราเบนผสมอยู่
สารพาราเบนเป็นสารสังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เพื่อใช้ในการรักษาสภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้ขึ้นรา หรือถูกแบคทีเรียเข้าไป ทำปฏิกิริยาจนผลิตภัณฑ์เกิดการแปรสภาพ สารพาราเบนอาจถูกพบได้ในธรรมชาติ เช่น เมทิลพาราเบนที่พบในบลูเบอรรี แต่ส่วนมากในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอางค์หรืออุตสาหกรรมการผลิตยาจะไม่ใช้สารพาราเบนจากธรรมชาติ เนื่องจากสารพาราเบนสังเคราะห์มีราคาถูกกว่ามากและสามารถควบคุมการออกฤทธิ์ได้แม่นยำตรงตามความต้องการได้มากกว่า และที่น่าตกใจคือมีการใส่สารพาราเบนมากกว่า 2 ชนิดในแต่ละผลิตภัณฑ์ สารพาราเบนที่ปรากฏบนสลากเป็นประจำคือ เมทิลพาราเบน, เอทิลพาราเบน, พรอพิลพาราเบน และบูทิลพาราเบน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีนักวิจัยได้ทำการศึกษาถึงผลข้างเคียงของสารพาราเบนที่มีต่อมนุษย์ ซึ่งผลที่ออกมาทำให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ รู้สึกตระหนกและกังวลใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
Dr. S. Oishi นักวิจัยจากสถาบันพิษวิทยา สำนักงานวิจัยเพื่อสาธารณะแห่งมหานครโตเกียว ได้รายงานว่าพบความผิดปกติของทารกเพศชายที่ได้รับสารบูทิลพาราเบนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของมารดา โดยทารกเกิดความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ และ การหลั่งฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน
Dr.Philipa Dabre นักชีวโมเลกุลชาวอังกฤษ ได้รายงานว่า พบสารพาราเบนในเนื้อร้ายจากผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งสาร พาราเบนที่พบน่าจะมาจากผลิตภัณฑ์ที่ผู้ป่วยใช้สัมผัสกับผิวหนังบริเวณรักแร้ หรือครีมทาผิว หรือสเปรย์ฉีดร่างกาย และนอกจาก นั้น Dr. Dabre ยังพบว่ากว่า 60% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะพบเนื้อร้ายตรงบริเวณหน้าอกส่วนบนด้านหน้าใกล้กับบริเวณรักแร้
นอกจากนั้นยังมีการวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา พบว่ามะเร็งเต้านมขั้นต้นที่พบ มีส่วนสัมพันธ์กับความถี่ของการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายและเครื่องสำอางค์ที่มีสารพาราเบนของผู้ป่วย
สารพาราเบนนั้นเป็นสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายกับฮอร์โมนเอสโทรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะเข้าไปมีส่วนสำคัญในการทำ งานร่วมกับต่อมไร้ท่อในร่างกาย โดยเฉพาะต่อมไฮโปทาลามัสที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการทำงานของร่างกาย ต่อมไทรอยด์ที่ควบคุมระบบเมตาบอลิซึม และรังไข่ซึ่งควบคุมระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นการได้รับสารพาราเบนเป็นระยะเวลาต่อเนื่องจึงมีผลต่อการทำงานของร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ร่างกายสามารถรับสารพาราเบนจากการดูดซึมผ่านผิวหนังซึ่งมีรูพรุน โดยการดูดซึมสารพาราเบนผ่านผิวหนังมีอัตราสูง กว่าการรับสารพาราเบนผ่านการรับประทานถึง 10 เท่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าวิตกว่าร่างกายของเรามีสารพาราเบนตกค้างอยู่มาก เท่าใด
หากเลือกได้เราควรที่จะพิถีพิถันในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารพาราเบนเสียดีกว่า เพราะในปัจจุบันมีผู้ผลิตจำนวนหนึ่งที่รับผิดชอบต่อผู้บริโภคเห็นว่าเราไม่ ควรที่จะต้องรับสารพาราเบนเข้าไปในร่างกายเพิ่ม เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหรือเกิดความผิดปรกติในระบบต่างๆของร่างกาย
น้ำมันมิเนอรัล Mineral Oil
เป็นน้ำมันที่ได้มาจากการกลั่นปิโตรเลียม ถ้าอยู่ในรูปของน้ำมันเราเรียกว่า Mineral Oil แต่ถ้าอยู่ในรูปของแวกซ์ เราเรียกว่า ปิโตรเลียมเจล ค่ะ น้ำมันประเภทนี้ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ โดยใช้ความร้อนแปรสภาพน้ำมันให้กลายเป็นไอ จนลอยขึ้นสู่ชั้นบนของหอกลั่น กลั่นตัวกลายเป็นน้ำมันต่างๆ และที่อุณหภูมิจุดเดือดที่ 150 - 275 องศาเซลเซียส ที่ไอกลั่นตัวเป็นน้ำมันเบนซิล และเกิดสารเหลือค้างเกาะอยู่ชั้นบนขอหอกลั่น เรียกกันว่า พาราฟินที่นำมาทำ ปิโตรเลียมเจล หรือ Petroleum Jelly นั้น มีหน้าตาเป็นน้ำมันใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึ่งที่มาก็คือเป็นสารสกัดที่เป็นผลพลอยได้มาจากการทำน้ำมันปิโตรเลียมในธุรกิจพลังงานนี่เอง จึงสามารถหาได้ปริมาณมากและมีราคาถูก (ว่ากันว่าถ้าโรงกลั่นน้ำมันจะกำจัด Mineral Oil โดยการย่อยสลาย ค่าใช้จ่ายในการย่อยสลายMineral Oil แพงกว่าราคาที่ขายได้เสียอีก) แถมยังไม่เน่า ไม่หืน ไม่หมดอายุ จึงมักถูกนำมาใช้ในสูตรเครื่องสำอางประเภทมอยเจอร์ไรเซอร์ ทั้งชนิดราคาถูกและแพง ทำหน้าที่ในการให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว แต่เบื้องหลังการทำงานของมันนี้ ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ หากสะสมในปริมาณมาก
การทาครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของ Mineral Oil ลงบนผิวนั้น สารสกัดตัวนี้จะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มบางๆ มาเคลือบบนชั้นผิว ผลลัพธ์ก็คือ เมื่อผิวถูกเคลือบปิด จึงไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ใต้ชั้นผิวออกมาได้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นการถ่ายเทของน้ำและอากาศระหว่างชั้นผิวกับภายนอก ผิวหายใจเข้าออกยาก และถ่ายเทของเสีย (เช่น เหงื่อ) ตามธรรมชาติไม่ได้รังสียูวีในแสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวมีริ้วรอยก่อนวัย (Photo Aging) ทำให้มีกระแดด ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอย และการใช้เครื่องสำอางที่มี Mineral Oil จะยิ่งช่วยเร่งปฏิกิริยาการแก่ก่อนวัยของผิวมากยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นการให้ความชุ่มชื่น กลับเป็นการทำให้ผิวแห้งขึ้นในระยะยาว
หน้าที่ของ Mineral Oil ในพวกสกินแคร์ จะทำหน้าที่เป็นฟิลม์เคลือบผิวป้องกันการสูญเสียน้ำประมาณนี้ค่ะ น้ำมันตัวนี้ไม่ได้ช่วยในแง่ของการบำรุง
ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากพาราเบน และ มิเนรัล ออยล์
เข้าใจตรงกันนะ
ปุ๊กจึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ Sebo Vegetal อ่อนโยนและไม่มีสารตกค้างที่อันตรายต่อผิว
ปุ๊กได้ทดลองใช้จริงเป็นเวลา30 วัน โดยหยุดใช้ผลิตภัณฑ์อื่นเพื่อการเห็นผลที่ชัดเจนค่ะ ซึ่งในชุด Sebo Vegetal มีทั้งหมด 7 ตัว

เพรียวรีไฟอิง คลีนซื้งเจล : เป็นเจลใส ฟองไม่มาก แต่ทำความสะอาดได้หมดจด ล้างแล้วผิวไม่แห้งตึง
เพียวรีไฟอิง สครับ: เป็นสคลับเม็ดเล็กๆ ถูทั่วหน้า ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หลังใช้รู้สึกผิวหน้าเบาโล่ง สะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้น



แม็ททิฟายอิ่งครีม เจล : เนื้อครีมสีขาวขุ่น บางเบา ทาช่วงเช้าหรือช่วงเย็น รู้สึกไม่เหนอะหนะ แต่งหน้าแล้วไม่เป็นคราบ เพียวรีตี้ มาร์ค : มาร์คเนื้อครีม มาร์คก่อนทาเซรั่ม มาร์คทิ้งให้แห้งประมาณ 5 นาที หรือจนกว่ามาร์คจะแห้ง ผิวจะตึงและรู้สึกเย็น หลังล้างออกด้วยน้ำป่าว รู้สึกผิวเบา สดชื่น แลดูใสขึ้น ถ้าดูด้วยตาเปล่า ผิวของปุ๊กไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเห็นสภาพผิวจากเครื่องตรวจ จะเห็นได้ชัดมากว่า รูขุมขนกว้าง บางจุดมีรอยแดงอักเสบ มีเซลล์ผิวที่ตายแล้วตกค้าง สังเกตุเห็นความวาวของผิว เจ้าหน้าที่อธิบายว่า "ผิวหน้ามัน" เกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินปกติ ซึ่งจะออกมาเคลือบผิว และทำให้รูขุมขนขยายกว้างเนื่องจากรูขุมขนต้องการทางออกของน้ำมัน เมื่อรูขุมขนเกิดการอุดตันทำให้น้ำมันหลั่งออกมาไม่ได้ เกิดปัญหาตามมา นั้นคือ “เป็นสิว” หลังจากทอลองใช้ 1 สัปดาห์ เมื่อดูภาพจากเครื่อง สังเกตุได้ว่ารูขมขนเล็กลง ผิวบริเวณที่เคยอักเสบแดงลดลง เซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่มีตกค้าง ซึ่งเป็นผลให้รูขุมขนสะอาด ไม่อุดตัน ไม่มีสิ่งสกปรกสะสม สิวจึงลดลง เมื่อผิวกระชับและปราศจากความมันส่วนเกินแต่ไม่แห้งตึงจึงทำให้แต่งหน้าได้ง่ายขึ้น เครื่องสำอางไม่เยิ้มและติดทน 

ซึ่งก่อนได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ได้ตรวจสภาพผิวหน้ากับทาง Yves Rocher ด้วยเครื่องที่ขยายให้เห็นปัญหาผิวหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะอธิบายให้เราฟังว่าผิวเรามีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง
แต่ความมันเปรียบเสมือนฟิล์มเคลือบผิว ไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น จึงเป็นข้อดีของคนผิวมันคือ “จะไม่เกิดริ้วรอยง่าย ๆ” ค่ะ
ปุ๊กแอบดีใจ ที่เราเกิดมามี “ผิวมัน” แต่เกิดเป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวยค่ะ ถ้าเราดูแลผิวหน้าให้ไม่ผลิตน้ำมันออกมาเกินปกติ เราก็จะสวยขึ้นได้อีกนะ จริงมั้ย ๆ 




หลังล้างหน้าหรือสคลับผิว ใช้สำลีแผ่นที่สะอาด หยด Sebo Vegetal Purifying Micellar Water 2 in 1 ลงบนสำลีให้พอชุ่ม แล้วนำมาเช็ดผิวหน้าให้ทั่ว ปุ๊กจะเน้นตรงจุดที่รูขุมขนกว้างเป็นพิเศษ(ซึ่งเราจะทราบว่าบริเวณไหนมีรูขุมขนกว้างได้จากเครื่องตรวจสภาพผิว ของ Yves Rocher ตรวจฟรีได้ทุกสาขา ยกเว้น เซ็นจูรี่ และ โลตัสรามอินทรา) หลังเช็ดหน้าสังเกตได้ว่าสำลีที่ขาวสะอาดจะมีคราบสิ่งสกปรก บางครั้งจะมีคราบสีเหลืองอ่อน ๆ ปุ๊กคิดว่ามันน่าจะเป็นน้ำมันส่วนเกินบนผิวที่ยังตกค้างอยู่ หลังเช็ดรู้สึกผิวโล่งและรู้สึกรูขุมขนกระชับดีจัง น่าจะเป็นการเตรียมผิวให้พร้อมบำรุง ช่วยให้เซเรั่มและครีมบำรุงซึมลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น


สรุปแล้วปุ๊กชอบทุกตัวในชุด SeboVegetal ใช้ควบคู่กันช่วยลดความมันบนผิว ช่วยกระชับรูขุมขนได้จริง รูขุมขนเล็กลง ผิวสะอาดเรียบเนียนขึ้น ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้หมดจด น่าจะช่วยลดการอักเสบของสิว ผิวแลดูมีสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ
| Tweet |
เจอรีวิวนี้ อยากจัดทั้งเซทเลยค่ะ ส่วนตัวชอบแบรนด์นี้อยู่ จัดโปรบ่อยมาก
นอนกรนเกิดจากอะไร เจาะลึกสาเหตุ พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน
- นอนกรน คืออะไร
- เจาะลึกกลไกหลักที่ทำให้เกิดอาการนอนกรน
- สาเหตุของอาการนอนกรน
- จะรู้ได้อย่างไรว่าเรานอนกรน
- ระดับความรุนแรงของการนอนกรน
- การนอนกรนธรรมดา
- มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไม่รุนแรง
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดปานกลาง
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ชนิดรุนแรง
- อาการนอนกรนแบบไหนอันตราย
- ผลกระทบจากอาการนอนกรน
- แนะนำหัตถการรักษาอาการนอนกรน
- วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการนอนกรน
- สรุปสาเหตุของการนอนกรน
อาการนอนกรนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และมักถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องน่ารำคาญที่รบกวนการนอนของคนข้างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงกรนอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่าที่คิด บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุของอาการนอนกรน ลักษณะของเสียงกรนที่อาจเป็นอันตราย พร้อมทั้งแนวทางการรักษาและป้องกันอย่างถูกวิธี
นอนกรน คืออะไร
การนอนกรน (Snoring) คือเสียงที่เกิดขึ้นขณะหลับซึ่งหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้ว่าการนอนกรนทั่วไปอาจไม่เป็นอันตราย แต่หากมีเสียงดังและส่งผลกระทบต่อการนอนหลับอย่างผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้สำคัญของภาวะหยุดหายใจขณะหลับซึ่งภาวะดังกล่าวไม่เพียงรบกวนการพักผ่อน แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงอื่น ๆ ตามมาได้ในระยะยาว หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เจาะลึกกลไกหลักที่ทำให้เกิดอาการนอนกรน
เสียงนอนกรนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือโคนลิ้น ในขณะที่เราหลับกล้ามเนื้อในบริเวณนี้จะผ่อนคลายตัวลง ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงกว่าปกติ เมื่ออากาศเคลื่อนที่ผ่านช่องทางที่แคบลงนี้ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศที่ไม่ราบรื่น ส่งผลให้เนื้อเยื่อโดยรอบเกิดการสั่นสะเทือนและกลายเป็นเสียงกรนที่เราได้ยิน
สาเหตุของอาการนอนกรน
อาการนอนกรน เกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เมื่อช่องทางเดินหายใจเกิดการตีบแคบลงขณะหลับ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยปัจจัยที่นำไปสู่การนอนกรนนั้นมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถจำแนกสาเหตุหลักได้จากปัจจัยทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น : กล้ามเนื้อบริเวณลำคอและลิ้นจะสูญเสียความตึงตัวและหย่อนคลายลง ทำให้เมื่อนอนหลับอวัยวะเหล่านี้จึงตกลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น
- ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน : จะส่งผลให้ช่องทางเดินหายใจแคบลงโดยธรรมชาติ เมื่อนอนหลับกล้ามเนื้อผ่อนคลายจึงยิ่งเสี่ยงต่อการถูกปิดกั้นได้ง่าย
- เพดานอ่อนและลิ้นไก่ยาวหรือหนา : ทำให้เมื่อหายใจเข้าออกขณะหลับ เนื้อเยื่อส่วนนี้จะเกิดการสั่นสะเทือนและปิดกั้นช่องลมได้
- ต่อมทอนซิลหรือต่อมอดีนอยด์โต : พบได้บ่อยในเด็ก โดยต่อมเหล่านี้ที่อยู่บริเวณหลังโพรงจมูกและช่องคอจะขยายใหญ่ขึ้น จนไปเบียดช่องทางเดินหายใจทำให้ลมหายใจผ่านได้ไม่สะดวก
- โคนลิ้นหนาหรือใหญ่ : เมื่อนอนหลับโดยเฉพาะในท่านอนหงาย ลิ้นอาจจะตกลงไปด้านหลังและอุดกั้นช่องทางเดินหายใจได้
- ปัญหาในช่องจมูก : เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคดหรือภูมิแพ้ จะทำให้ต้องหายใจทางปากแทน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เพดานอ่อนและลิ้นไก่หย่อนลงมาปิดกั้นช่องคอ
- การนอนหงาย : ซึ่งแรงโน้มถ่วงจะดึงให้โคนลิ้นและเพดานอ่อนตกลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าท่านอนตะแคง
- การดื่มแอลกอฮอล์ : มีฤทธิ์กดประสาทและทำให้กล้ามเนื้อบริเวณลำคอคลายตัวมากกว่าปกติขณะหลับ ส่งผลให้ทางเดินหายใจยุบตัวและตีบแคบลงได้ง่ายขึ้น
- การใช้ยาบางชนิด : เช่น ยานอนหลับ หรือยาคลายกล้ามเนื้อ มีผลทำให้กล้ามเนื้อคอหอยและทางเดินหายใจส่วนบนคลายตัวมากเกินไปในขณะหลับ
- การสูบบุหรี่ : ทำให้เยื่อบุในระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองและอักเสบบวม ส่งผลให้ช่องทางเดินหายใจตีบแคบลงและเกิดเสียงกรน
- ความเหนื่อยล้า : กล้ามเนื้อทุกส่วนรวมถึงบริเวณลำคอจะยิ่งผ่อนคลายตัวมากเป็นพิเศษเมื่อเข้าสู่ภาวะหลับลึก ทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้นได้ง่าย
จะรู้ได้อย่างไรว่าเรานอนกรน
โดยปกติแล้วผู้ที่มีภาวะนอนกรนมักไม่ทราบถึงอาการของตนเองในขณะหลับ ดังนั้นการสังเกตจากบุคคลรอบข้างและสัญญาณทางร่างกายจึงเป็นวิธีเบื้องต้นในการประเมิน อย่างไรก็ตามหากการนอนกรนมีลักษณะที่รุนแรงหรือสงสัยว่ามีภาวะอื่นร่วมด้วย การตรวจการนอนหลับ หรือโปรแกรม Sleep Test ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีการวินิจฉัยที่ให้ข้อมูลได้ค่อนข้างแม่นยำ และสามารถเลือกใช้บริการได้หลากหลาย
ระดับความรุนแรงของการนอนกรน
อาการนอนกรนสามารถแบ่งความรุนแรงของอาการได้หลายระดับ โดยหลัก ๆ แล้วจะพิจารณาจาก ความถี่ ความดัง และผลกระทบต่อการหายใจ โดยถ้านอนกรนรุนแรงมากขึ้นก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหยุดหายใจขณะหลับได้ ซึ่งการวินิจฉัยทางการแพทย์จะต้องอาศัยการตรวจ Sleep Test เพื่อวัดค่าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา (Apnea-Hypopnea Index – AHI) เป็นหลัก โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้
การนอนกรนธรรมดา
เป็นการนอนกรนที่มีค่าดัชนี AHI น้อยกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วยังไม่ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้ผู้ป่วยอาจมีอาการนอนกรนให้ได้ยิน แต่ยังไม่พบความผิดปกติของการหายใจที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย หรือยังไม่เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไม่รุนแรง
สำหรับค่าดัชนี AHI ระหว่าง 5-14 ครั้งต่อชั่วโมง บ่งชี้ถึงการนอนกรนที่เริ่มมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ โดยการนอนกรนในระดับนี้เป็นสัญญาณที่ควรได้รับการประเมินและแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อควบคุมอาการ
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดปานกลาง
ผู้ที่มีค่าดัชนี AHI ในช่วง 15-29 ครั้งต่อชั่วโมง จัดเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลาง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีอาการนอนกรนที่ผิดปกติ ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้เข้ารับการรักษาที่เหมาะสม
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ชนิดรุนแรง
เมื่อค่าดัชนี AHI สูงกว่า 30 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนบ่อยครั้งและรุนแรง ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยอาการนอนกรนในกลุ่มนี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะสุขภาพที่ร้ายแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
อาการนอนกรนแบบไหนอันตราย
ในบางกรณีการนอนกรนอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสุขภาพ หรือเป็นการนอนกรนที่เข้าข่ายอันตรายอย่างอาการหยุดหายใจขณะหลับ โดยมักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการกรนทั่วไป ที่สามารถสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับและอาการในตอนกลางวัน ดังนี้
- เสียงกรนดังไม่สม่ำเสมอ และมีจังหวะหยุดหายใจเป็นพัก ๆ
- สะดุ้งตื่นกลางดึกคล้ายคนสำลักน้ำ
- กลางวันง่วงซึม อ่อนเพลีย ทั้งที่นอนเต็มที่
- ตื่นเช้าพร้อมอาการคอแห้งหรือเจ็บคอ
- หงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่คงที่
- เหงื่อออกชุ่มตอนกลางคืน หรือปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
ผลกระทบจากอาการนอนกรน
อาการนอนกรนมักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงเสียงที่สร้างความรำคาญยามค่ำคืน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบเชิงลึกได้มากกว่าที่คาดคิด ทั้งยังอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวผู้ที่นอนกรน แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ตลอดจนบั่นทอนสุขภาพและคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- มีปัญหากับความสัมพันธ์ของคนนอนข้าง ๆ
- ประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนลดลง
- ส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม
- เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
- สมรรถภาพทางเพศลดลง
- ปวดศีรษะตอนเช้าเป็นประจำ
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
- เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
- ควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น
แนะนำหัตถการรักษาอาการนอนกรน
ปัจจุบันมีการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ สำหรับรักษาอาการนอนกรนหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับสาเหตุและระดับความรุนแรงของแต่ละบุคคล ตั้งแต่การใช้อุปกรณ์ไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งแต่ละวิธีมีก็จะมีหลักการทำงานที่แตกต่างกันไป ดังนี้
- การทำโปรแกรมเลเซอร์แก้นอนกรน : คือการใช้พลังงานเพื่อกระชับเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ช่วยลดการสั่นสะเทือนอันเป็นสาเหตุของเสียงกรน
- การทำโปรแกรม CPAP แก้นอนกรน : คือการใช้เครื่องสร้างแรงดันอากาศบวกต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับ
- การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม : คือการใช้อุปกรณ์ (Oral Appliance) เพื่อจัดตำแหน่งขากรรไกรล่างและลิ้นให้เหมาะสม ช่วยเปิดช่องทางเดินหายใจ
- การผ่าตัดบริเวณช่องจมูก : คือการผ่าตัดเพื่อลดขนาดและปรับเปลี่ยนเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน เพื่อขยายทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น
- การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่ : คือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติทางโครงสร้างภายในโพรงจมูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจทางจมูก
*ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเพื่อเลือกวิธีรักษาอาการนอนกรนที่เหมาะกับความรุนแรง และลักษณะอาการของแต่ละบุคคล แนะนำให้สอบถามหรือแจ้งข้อมูลให้แพทย์ทราบก่อนใช้บริการ
วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการนอนกรน
นอกจากการลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการนอนกรน จะสามารถทำได้ด้วยวิธีหัตถการทางการแพทย์แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรวมถึงดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมร่วมกัน โดยมีแนวทางที่ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ลดน้ำหนัก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- นอนศีรษะสูงเล็กน้อย
- ดูแลความสะอาดห้องนอน
- เพิ่มความชื้นในอากาศ
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
- บริหารกล้ามเนื้อลิ้นและลำคอ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล
สรุปสาเหตุของการนอนกรน
อาการนอนกรน คือปัญหาการนอนที่ทำให้เกิดเสียงดังขณะหลับ โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลากหลายทั้งทางด้านกายภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งแม้ว่าการนอนกรนทั่วไปอาจไม่เป็นอันตราย แต่หากรุนแรงมากขึ้น ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวและจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้การเลือกวิธีรักษาจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมแก้นอนกรน หรือสอบถามรายละเอียดหัตถการอื่น ๆ



