Review Vanilla-Olay Workshop - White Radiance แบบละเอียดยิบ
Room : Review
fasai-sai | ผิวบอบบาง | 35-39 Yrs | 23 รีวิว 04/09/2015 23:51     

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ใสใสได้มีโอกาสไปร่วมงาน Beauty Workshop ที่จัดโดยทาง Vanilla.in.th และ Olay ในรอบที่เหมาะสมกับวัยของใสใส ซึ่งนั่นก็คือ รอบสาวๆวัย 23-29 ปี สาวงาม (?) ผู้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ไลน์ White Radiance 


ตอนแรกก็ตั้งใจจะรีวิวเลยแล้วแหละ แต่ผิดวิสัยไง ปกติต้องลองให้ชัวร์ว่าไม่แพ้ก่อน เลยขอลองกับหน้าก่อนละกันสักสองสามวันก่อน คือในวันงานลองแต่มือ แขน นู่นนี่ นั่น แทบจะยกขาขึ้นมาลอง แต่เกรงใจ คือนั่่งหน้าเชียวว >.< 


มามะ มาดูภาพบรรยากาศในงานกันก่อนน 


P_20150829_140251


เดินเข้ามาสวยๆ ก็จะมีเหล่าบรรดาสาวๆทีมงาน Vanilla คอยต้อนรับอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียน บรรจงลงทะเบียนตามตัวอักษรเสร็จปั๊บ ให้ฝากของก่อนที่จะไปเดินถ่ายรูปสวยๆจ้าา พร้อมป้ายให้ถือแบบงามๆ ก่อนที่จะเดินส่งมาที่มุมขนมที่สาวๆที่มาถึงก่อนก็ได้นั่งรอกันอยู่แล้ววว 


P_20150829_140231P_20150829_140238


สาวๆที่ไปร่วมงานด้วยกันแนะนำว่าชีสเค้กอร่อยมว๊ากกกกกกก มากแบบที่สุด พร้อมการันตีด้วยการบอกว่าชิ้นที่ไปหยิบนี่ชิ้นที่ 5 แล้วนะจ๊ะ แถมมีการคอนเฟิร์มอย่างหนักแน่นว่าลองแล้วจ้า ไม่ติดเหล็กจัดฟันด้วย ก็เลยไปตักมาชิมชิ้นหนึ่ง ของเค้าอร่อยจริงๆนะ แทบอยากจะไปตักมาซัดอีก แต่เขิน >////<


พอได้ฤกษ์อันงดงามและยามอันเหมาะสม ก็มีการเรียกสาวๆเข้าห้องไปนั่งรอสวยๆตามโต๊ะที่จัดไว้


P_20150829_142940


พิธีกรเป็นคุณ Sono Nui สวยมาก น่ารักมาก เป็นกันเองมากจ้าา สาวผมลอนยาวสุดๆด้านซ้ายมือ คนกลางคือบล็อกเกอร์สาวสวยคุณ KittyJaJa และทางขวาสุดคือคุณกิ๊ก ผู้บริหารทางด้านประชาสัมพันธ์ของทางแบรนด์ Olay จ้าา 


P_20150829_143310


หลักๆเลยการเวิร์คช็อปวันนี้ กูรูด้านความงามทั้งสามท่านก็จะพูดคุยและให้ความรู้ในเรื่องของวิธีการดูแลตัวเอง หรือ Beauty Routine บอกเลยว่า ละเอียดยิบมาก โดยเฉพาะคุณกิ๊กค่ะ ละเอียดมาก มาก และมากที่สุดค่าาา รู้สึกคุ้มฝุดๆเลยจริงๆ


คือเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้า การใช้คลีนเซอร์ การล้างเครื่องสำอางที่จะต้องสวนแรงโน้มถ่วงทุกอย่างจ้า แล้วก็ปาดออกจากศูนย์กลางหน้านะจ๊ะ ไม่พอจ้ะ ห้ามกดน้ำหนักด้วยย ซึ่งสารภาพตามตรงนะคะ ทุกท่าน ใสกดหนักมากจ้ะ ความรู้ใหม่เลยทีเดียว สำหรับการเช็ดตาที่สาวๆอย่างเราโปะทั้งมาสคาร่า อายไลเนอร์ กลิตเตอร์ และสารพัดเมคอัพที่เราจะจัดเต็มให้ดวงตาคู่งามของเราวิ้งๆสะกดใจทุกคนที่จ้องมาได้ อนุญาตให้ปาดลงแต่ต้องไปหาอย่างอื่นมาโปะบำรุงเพิ่มนะจ๊ะ แต่คุณกิ๊กแนะนำจ้ะ แนะนำว่า ควรจะแปะทิ้งไว้สักพัก ให้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางค่อยๆทำงานของมัน ค่อยๆดูดเครื่องสำอางออกมานะจ๊ะ

พอล้างเครื่องสำอางปุ๊บ ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการทำความสะอาดค่ะ คือพูดเหมือนจะเปลี่ยน แต่เปล่า 555


เริ่มที่การเลือกผลิตภัณฑ์ คุณกิ๊ก แนะนำว่า เลือกให้ตรงข้ามกับผิวเรา ยกตัวอย่างเช่น ผิวมัน เลือก water-based ถ้าผิวแห้ง ก็ oil-based ไป การเลือกผลิตภัณฑ์พวกโฟม ประเภทที่ล้างแล้วรู้สึกลื่นๆเหมือนจะไม่สะอาด แต่พอซับหน้าแล้วสะอาดมากๆนี่แหละ คือดี  (ซึ่งอันนี้ใสขอเสริม + คอนเฟิร์มดังๆ ว่าใสชอบโฟมล้างหน้าของ Olay ตรงนี้แหละ คือมีสูตรผิวแพ้ง่ายบอบบางใช่มะ แล้วก็ล้างเสร็จแล้วไม่ตึงไง ปลื้ม) ส่วนโฟมพวกเม็ดบีดส์นี่จะมาใช้ทุกวันเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้แล้วนะ เดี๋ยวผิวยิ่งบาง อายุเริ่มเยอะ ไม่ใช่วัยทีนละ ผลัดผิวได้ไม่บ่อยแล้วไง #คือฟังแล้วก็ได้แต่เจ็บเบาเบา


ล้างหน้าสะอาดปุ๊บ มาต่อด้วยการบำรุงด้วยเซรั่ม ซึ่งมีมาให้ลองในวันงานด้วย ทาแล้วต้องทิ้งไว้ โปะครีมต่อไม่ได้ไม่งั้นเซรั่มยังไม่ทำงาน ไม่ได้ผลนะคะ ต้องรอประมาณครึ่งชั่วโมง คุณกิ๊กเค้าแนะนำว่าให้ไปแต่งตัว ทำผม ทาโลชั่นตัวอะไรไปพลางๆก่อน


P_20150829_144846


เรื่องเซรั่มนี่ใสขอคอนเฟิร์มเพิ่มจากการลองมาสัปดาห์หนึ่งค่ะ ว่าการทิ้งไว้ให้มันซึมประมาณครึ่งชั่วโมง กับรอแค่สิบนาที ความรู้สึกมันต่างกันจนรู้สึกได้จริงๆ คือถ้ารีบแล้วมันไม่ทัน มันจะปนๆกันเลอะๆ เละๆ แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยโออ่ะ


ตัวนี้เป็นโลชั่น หอมอ่อนๆค่ะ 

P_20150829_145922


มาต่อด้วยเรื่องครีม เดย์ครีม และไนท์ครึม เพิ่งรู้วันนี้เลยนะว่า เดย์ครีมกับไนท์ครีมเค้าทำงานต่างกัน ทำหน้าที่ต่างกัน ใช้แทนกันไมไ่ด้ คือที่ผ่านมา ถ้าเดย์ครีมหมดนี่คว้าไนท์ครีมมาแทนตลอด -.-"  จากที่ลองในงาน ครีมทั้งสองตัวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทาง่าย เกลี่ยง่าย ใช้เวลานวดนิดหนึ่งก็จะรู้สึกว่าซึมดี


P_20150829_150005

P_20150829_145826

P_20150829_145105


คือเดย์ครีมนี่หน้าที่หลักคือป้องกัน ไนท์ครีมนี่คือบำรุง กันแดดนี่เราควรจะทาเพิ่มระหว่างวันด้วยนะ ซึ่งบล็อกเกอร์สาวของเราก็ทำ และผิวเค้าก็เนียนเริ่ดจริงๆ แม้ว่าจะออกตัวว่าเป็นคนผิวแพ้ง่ายเช่นกันน 


อันนี้ ใสยังไม่ได้ลองค่ะ 555 คือไม่ไหวจริงๆ รู้สึกมันยากอ่ะ ถ้าจะต้องล้างหน้าระหว่างวัน ลงครีม แล้วแต่งหน้าใหม่ แต่ย้ำ คือกูรูของเราย้ำว่ามันดีและถูกต้องนะคะ ^^


หลังจากการบรรยายจบลง 555 #จริงจังไปมั้ย ก็เป็นเรื่องของการทดลองผลิตภัณฑ์ตามโต๊ะ และรีวิวสดๆค่าา มี Tabletให้เล่นด้วยนะคะ แต่ใสก็เล่นมือถือของใสต่อไปถึงแม้จะอยู่ข้างหน้าก็ตาม รู้สึกถนัดกับการถ่ายรูปไป รีวิวไปด้วยมากกว่า


สุดท้าย ปลื้มมากกับผลิตภัณฑ์ยกเซตที่ได้รับแจกกลับบ้านด้วย 555 นี่ข้างกล่อง มีลำดับด้วยนะว่าต้องทาอะไรก่อนหลัง


P_20150830_231602


5 วันที่ผ่านมา ใสได้ลองเซรั่ม กับไนท์ครีมค่ะ เนื่องจากว่าหมดพอดี ผลจากการลองใช้ก็เลยถือว่าน่าพอใจ ไม่แพ้นะคะ จุดด่างดำดูจางลงนิดหนึ่ง คาดว่าถ้าใช้สักระยะ และครบเซ็ตน่าจะเห็นผลชัดเจนกว่านี้ อันนี้ออกตัวนิดหนึ่ง ใสก็ผิวแพ้ง่าย นอนน้อย มือซน สิวขึ้นเยอะพอสมควร

สำหรับตัวแบรนด์ Olay เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับ PETA นะคะ แต่ว่าทางแบรนด์ก็ได้ออกมาบอกว่าไม่ได้มีการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ และไม่ได้มีการทดลองส่วนผสมกับสัตว์ 


เป็นยังไงกันบ้างคะ คิดว่าไงเอ่ย ใครได้ลองใช้แล้วบ้าง แชร์กันหน่อยนะคะ ^^ อ่อ ถ้าใครอยากดูรูปบรรยากาศภายในงานเพิ่มเติม ใสมีวิดิโอสไลด์โชว์ให้ดูเพลินๆด้วยนะ คราวหน้าสัญญาว่าจะมีวิดิโอมาให้ดู ใครชอบติดตามเคล็ดลับความงาม และงาน Beauty Workshop ดีๆแบบนี้ subscribe รอก่อนได้เลยคะ ใสได้เป็น semi-finalist ของ Beauty Bound Asia กำลังจะได้ไปเข้า Workshop เร็วๆนี้ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่าา






Comment (1)

comment 1
nerd | ผิวมัน | > 50 Yrs | 0 รีวิว 04/02/2026 13:54     

แผลเป็นเสริมหน้าอก หายเองได้ไหม ดูแลอย่างไรไม่เสี่ยงคีลอยด์



เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
  • แผลเป็นเสริมหน้าอกหายเองได้ไหม
  • แผลเป็นหลังเสริมหน้าอกคืออะไร
  • แผลเป็นเสริมหน้าอก เกิดขึ้นได้อย่างไร
  • ลักษณะของแผลเป็นเสริมหน้าอก
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์
  • ตำแหน่งของแผลเป็นหลังเสริมหน้าอก
    • แผลใต้ราวนม (Inframammary Fold)
    • แผลรอบปานนม (Periareolar)
    • แผลที่รักแร้ (Transaxillary)
  • วิธีดูแลแผลเสริมหน้าอก ป้องกันคีลอยด์
  • แผลเป็นเสริมหน้าอกแบบไหน ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • สรุปแผลเป็นเสริมหน้าอกอันตรายไหม ป้องกันอย่างไรดี


สำหรับใครที่ขาดความมั่นใจจากหน้าอกที่ดูไม่สมส่วน หรือต้องการปรับลุคให้มีสเน่ห์มากขึ้น การทำศัลยกรรมหน้าอกถือเป็นหนึ่งในวิธีการที่ค่อนข้างตอบโจทย์ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผู้เข้ารับการผ่าตัดมักมีความกังวลคือแผลเป็นเสริมหน้าอก ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามกระบวนการรักษาแผลของร่างกาย แต่จะมีปัจจัยไหนเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง อันตรายหรือไม่ และหายไปเองได้หรือเปล่า วันนี้ Apex พร้อมตอบแบบเจาะลึก พร้อมแนะนำวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมให้แล้ว

แผลเป็นเสริมหน้าอกหายเองได้ไหม

คำถามนี้เป็นข้อสงสัยที่พบบ่อย ซึ่งแผลเป็นเสริมหน้าอกอาจไม่สามารถหายไปได้อย่างสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้แผลเป็นตามปกติจะค่อย ๆ จางลงและเรียบเนียนขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะผิวของแต่ละบุคคล พันธุกรรม และการดูแลหลังผ่าตัด ทำให้ในบางรายอาจพิจารณาการทำหัตถการอย่างโปรแกรม UltraClear เพื่อแก้ไขปัญหาแผลเป็นเสริมหน้าอกตามความเหมาะสม

แผลเป็นหลังเสริมหน้าอกคืออะไร

แผลเป็นหลังเสริมหน้าอก (Post-Breast Augmentation Scar) คือเนื้อเยื่อพังผืด ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมบาดแผลบริเวณที่ศัลยแพทย์ทำการกรีดเปิดผิวหนังเพื่อใส่ถุงซิลิโคน ซึ่งกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่นี้เป็นกลไกการรักษาแผลตามปกติของร่างกาย โดยร่างกายจะผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อเนื้อเยื่อที่แยกจากกันให้กลับมาสมานกันอีกครั้ง

 

แผลเป็นเสริมหน้าอก เกิดขึ้นได้อย่างไร

กระบวนการเกิดแผลเป็นเสริมหน้าอก เป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนและเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้

  • ระยะอักเสบ: เป็นปฏิกิริยาแรกของร่างกายหลังเกิดบาดแผล หลอดเลือดจะหดตัวเพื่อห้ามเลือด จากนั้นจะมีการขยายตัวเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดขาวและสารน้ำต่าง ๆ เข้ามาในบริเวณแผลเพื่อกำจัดเชื้อโรคและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว
  • ระยะสร้างเนื้อเยื่อ: ร่างกายจะเริ่มสร้างเนื้อเยื่อใหม่ โดยมีการสร้างคอลลาเจนและหลอดเลือดฝอยขึ้นมาเพื่อเติมเต็มบาดแผล
  • ระยะปรับสภาพ: เป็นระยะสุดท้ายที่ใช้เวลายาวนานที่สุด อาจนานเป็นปี คอลลาเจนที่เคยจัดเรียงตัวอย่างไม่เป็นระเบียบจะค่อย ๆ ถูกปรับเปลี่ยนและจัดเรียงตัวใหม่ ทำให้แผลเป็นมีความเรียบเนียน นุ่มลง และมีสีที่จางลงใกล้เคียงกับสีผิวปกติ

ลักษณะของแผลเป็นเสริมหน้าอก

หลังการผ่าตัดเสริมหน้าอก อาจทำให้เกิดแผลเป็นเสริมหน้าอกได้ ซึ่งลักษณะของแผลที่ปรากฏอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมและการตอบสนองของร่างกาย โดยทางการแพทย์มีการจำแนกลักษณะของแผลเป็นที่พบบ่อยได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

  • แผลเป็นปกติ (Normal Scar) : ในช่วงแรกแผลอาจมีสีแดงหรือชมพูและนูนเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป (ประมาณ 6-12 เดือน) แผลจะค่อย ๆ เรียบแบนลง นุ่มขึ้น และมีสีจางลงจนใกล้เคียงกับสีผิวโดยรอบ
  • แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic Scar) : เป็นแผลเป็นที่มีลักษณะนูนแดง แต่ขอบเขตของแผลยังคงอยู่ภายในบริเวณรอยกรีดเดิม ไม่ลุกลามไปยังผิวหนังปกติข้างเคียง มักเกิดจากการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไปในระหว่างกระบวนการรักษาแผล
  • แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scar) : เป็นแผลเป็นนูนที่มีความผิดปกติมากสุด มีลักษณะนูน แข็ง สีแดงเข้มหรือสีคล้ำ และที่สำคัญคือมีการขยายตัวลุกลามเกินขอบเขตของแผลเดิมไปยังผิวหนังปกติโดยรอบ อาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์

การเกิดแผลเป็นหลังการผ่าตัดถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู แต่ในบางราย แผลเป็นอาจพัฒนาไปเป็นคีลอยด์ ซึ่งมีลักษณะนูนแข็งและขยายใหญ่เกินขอบแผลเดิม เช่น

  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นคีลอยด์ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
  • เชื้อชาติและสีผิว: ผู้ที่มีผิวสีเข้มมีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์ได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวขาว
  • อายุ: มักพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี เนื่องจากร่างกายยังมีการสร้างคอลลาเจนที่ค่อนข้างสูง
  • ตำแหน่งของแผล: บริเวณที่มีความตึงของผิวหนังสูง เช่น หน้าอก หัวไหล่ หลังส่วนบน มีความเสี่ยงต่อการเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าบริเวณอื่น
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบ: หากแผลผ่าตัดเกิดการติดเชื้อหรือมีการอักเสบที่รุนแรง จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืดมากกว่าปกติและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นนูน
  • ขนาดซิลิโคน: หากใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่เกินไปจนผิวหนังตึง อาจทำให้แผลขยายและเกิดรอยแผลเป็นชัดเจนขึ้น
  • การดูแลหลังผ่าตัด: การดูแลแผลไม่ดี เช่น ปล่อยให้แผลโดนน้ำ ไม่หลีกเลี่ยงการขยับแขนมากเกินไป หรือไม่ทายาลดรอยแผลเป็น อาจทำให้แผลหายช้าและเกิดแผลเป็นชัดเจนขึ้น

 

ตำแหน่งของแผลเป็นหลังเสริมหน้าอก

ตำแหน่งของแผลเป็นเสริมหน้าอก จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำการผ่าตัด ซึ่งศัลยแพทย์จะเลือกตำแหน่งการกรีดแผลโดยพิจารณาจากสรีระ ขนาดและชนิดของซิลิโคน รวมถึงความต้องการของผู้เข้ารับบริการ โดยตำแหน่งที่พบบ่อยมี 3 บริเวณหลัก ดังนี้

แผลใต้ราวนม (Inframammary Fold)

เป็นตำแหน่งที่ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่นิยมใช้เพื่อศัลยกรรมหน้าอก เพราะช่วยให้สามารถควบคุมตำแหน่งของซิลิโคนได้ค่อนข้างแม่นยำ รอยแผลจะเป็นเส้นตรงยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นในท่านอนหงาย การดูแลรักษาแผลไม่ซับซ้อน แต่ต้องระวังเรื่องความอับชื้นจากเหงื่อที่อาจสะสมอยู่ใต้ราวนม

แผลรอบปานนม (Periareolar)

ศัลยแพทย์จะกรีดแผลบริเวณรอยต่อระหว่างผิวหนังและขอบของปานนม ข้อดีคือรอยแผลจะกลมกลืนไปกับสีและผิวสัมผัสที่ไม่เรียบของปานนม ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของซิลิโคนและต้องมีขนาดปานนมที่ใหญ่พอที่จะซ่อนรอยแผลและนำซิลิโคนเข้าได้ รวมถึงการดูแลก็ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผิวที่บอบบางและอาจเกิดรอยแผลเป็นนูนได้หากดูแลไม่ดี

แผลที่รักแร้ (Transaxillary)

เป็นการเปิดแผลในบริเวณรักแร้ แล้วสอดซิลิโคนเข้าไปยังตำแหน่งหน้าอก วิธีนี้มีข้อดีคือจะไม่มีรอยแผลเป็นบนเต้านมเลย แต่รอยแผลจะอยู่ที่รักแร้แทน โดยมักใช้กล้องเอ็นโดสโคปช่วยในการผ่าตัด แม้จะไม่มีแผลบนหน้าอก แต่รอยแผลอาจถูกสังเกตเห็นได้เมื่อยกแขนขึ้น เช่น ขณะใส่เสื้อแขนกุดหรือชุดว่ายน้ำ การดูแลแผลช่วงแรกอาจไม่สะดวกสบายนักเนื่องจากการเคลื่อนไหวของแขน และต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

 

วิธีดูแลแผลเสริมหน้าอก ป้องกันคีลอยด์

การดูแลแผลอย่างถูกวิธีเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยง และทำให้แผลเป็นเสริมหน้าอกบรรเทาลงตามกระบวนการ ไม่รุนแรงจนกระทบต่อผลลัพธ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการทำความสะอาดแผล หลีกเลี่ยงการให้แผลโดนน้ำโดยตรงจนกว่าจะได้รับอนุญาต
  • งดการยกของหนัก การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อหน้าอก หรือกิจกรรมที่ทำให้ผิวหนังบริเวณแผลตึงเกินไป
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ทั้งยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็น เช่น แผ่นซิลิโคนเจล หรือซิลิโคนเจลชนิดทา ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง และลดการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป
  • นวดเบา ๆ บริเวณแผลเป็น (หลังจากแผลหายสนิทแล้ว) ช่วยให้พังผืดนุ่มลงและจัดเรียงตัวได้ดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดและควรทาครีมกันแดดบริเวณแผลเป็นทุกครั้งที่ต้องออกแดด เพราะแสงแดดอาจกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี Melanocyte ทำให้แผลเป็นมีสีคล้ำขึ้น

แผลเป็นเสริมหน้าอกแบบไหน ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

โดยปกติแล้ว แผลเป็นหลังการเสริมหน้าอกจะค่อย ๆ ดีขึ้นและจางลงตามการฟื้นฟูร่างกายตามธรรมชาติ แต่ในบางกรณีร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนว่าเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้แผลเป็นเสริมหน้าอกรุนแรง และต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น

  • มีสัญญาณของการติดเชื้อ: แผลมีอาการบวม แดงร้อนผิดปกติ มีหนองหรือของเหลวสีขุ่นไหลซึมออกมาจากแผล รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจเกิดการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
  • แผลแยกหรือเปิดออก: สังเกตเห็นว่าขอบแผลที่เคยเย็บติดกันสนิทมีการแยกออกจากกัน หรือแผลปริเปิดออก ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือเป็นแนวยาวก็ตาม เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่ใหญ่และรักษายากขึ้นในอนาคต
  • แผลเป็นนูนขึ้นอย่างรวดเร็ว (คีลอยด์หรือแผลเป็นนูนเกิน): แผลมีลักษณะนูนแข็งขึ้นอย่างผิดปกติ มีอาการคันหรือเจ็บปวดบริเวณแผลตลอดเวลา และที่สำคัญคือแผลเป็นขยายขนาดใหญ่เกินรอยแผลเดิม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของแผลเป็นชนิดคีลอยด์ ที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยเฉพาะ

สรุปแผลเป็นเสริมหน้าอกอันตรายไหม ป้องกันอย่างไรดี

แผลเป็นหลังการเสริมหน้าอกเป็นสิ่งที่มีโอกาสพบได้หลังทำศัลยกรรม แม้จะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ ความมั่นใจ รวมถึงรูปลักษณ์โดยรวมในระยะยาว ทั้งนี้ทุกคนสามารถดูแลจัดการเพื่อให้บรรเทาความรุนแรง โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลแผลอย่างถูกสุขลักษณะ หรือปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการทำหัตถการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นเสริมหน้าอกได้

Post Comment



- view all -

THE HIGHLIGHTER

- view all -