มาลิสสาคิส มิเนอรัลอะควา มัด โฟม ใช้ดีไหมคะ
Room : Q & A
pinkylady | ผิวผสม | 40-44 Yrs | 0 รีวิว 27/10/2015 21:39     

ไปเห็นที่วัตสันดูน่าใช้เชียว ขวดใหญ่นะ แต่ราคาไม่แพง อยากรู้ว่ามีใครเคยใช้ไหมคะ

ใช้แล้วดียังไง




Comment (12)

comment 1
Aapple | ผิวผสม | 30-34 Yrs | 3 รีวิว 28/10/2015 20:36     

เราใช้อยู่จ้า เพราะเราเป็นคนผิวมัน เพื่อนแนะนำมาให้ใช้ เพราะอ่านรีวิวมาเค้าบอกว่าตัวนี้แก้ปัญหาหน้ามันได้


comment 2
sawsaw | ผิวธรรมดา | 30-34 Yrs | 0 รีวิว 28/10/2015 21:39     

เห็นขายที่อีฟแอนด์บอย แพ็คเกจสวยดี  น่าใช้ แต่รออ่านดีกว่า พอดีไม่ใช่คนผิวมันอาจไม่เหมาะกะเรา


comment 3
Beuty | ผิวแพ้ง่าย | 40-44 Yrs | 0 รีวิว 29/10/2015 11:11     

ปูเสื่อรอจ้า...ดีไม่ดี รู้กันไป


comment 4
Janjao | ผิวผสม | 45-49 Yrs | 3 รีวิว 29/10/2015 16:43     

เราว่าช่วยเรื่องทำความสะอาดนะ เพราะหลังล้างหน้าปุ๊บ รู้สึกสดชื่นปั๊บ หน้านุ่ม ไม่แห้งตึงด้วย


comment 5
Davika | ผิวผสม | 45-49 Yrs | 0 รีวิว 29/10/2015 17:46     
ว้าว ว้าว ว้าว!!! งานนี้เสียเงินอีกละชั้น

comment 6
candygirl | ผิวมัน | 25-29 Yrs | 0 รีวิว 29/10/2015 21:31     

เราผิวแห้ง แต่เราก็ใช้นะ ชอบตรงที่มีแร่ธาตุมากมาย (29 ชนิดมั้ง) เห็นข้างๆขวดบอกว่า เหมาะกับทุกสภาพผิวนะ


comment 7
Sopit | ผิวแพ้ง่าย | > 50 Yrs | 0 รีวิว 29/10/2015 22:05     

สงสัยถ้าผิวแห้ง อาจต้องใช้เนื้อโคลนน้อยๆหรือไม่ก็ต้องพอกหน้าไว้ไม่นานป่ะ หน้าจะได้ไม่ยิ่งแห้ง... เกี่ยวมะ? อิอิอิ


comment 8
Arpaporn | ผิวธรรมดา | 35-39 Yrs | 0 รีวิว 30/10/2015 12:34     

เราใช้อยู่นะ สิวอุดตันลดลง หน้าเกลี้ยงขึ้น


comment 9
jaaeae | ผิวมัน | 45-49 Yrs | 0 รีวิว 30/10/2015 15:44     
มาช่วยยืนยันขร่า...ใช้อย

comment 10
jaaeae | ผิวมัน | 45-49 Yrs | 0 รีวิว 30/10/2015 16:11     
มาช่วยยืนยันขร่า...ใช้อยู่เลย..ดีจริงหลังล้างหน้ารู้สึกว่าหน้าใสขึ้น 1 Step อิอิ ต้องลอง

comment 11
Pamelodist | ผิวมัน | 30-34 Yrs | 1 รีวิว 18/11/2015 00:10     
ใช้อยู่ค่ะ ส่วนตัวมีสภาพผิวมัน แต่แพ้ง่ายน๊ะ แรกๆที่ใช้กลัวว่าจะแพ้เพราะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลาล้าง หน้าสะอาด ไม่แห้งเกินไปค่ะ

comment 12
nerd | ผิวมัน | > 50 Yrs | 0 รีวิว 04/02/2026 15:13     

คีลอยด์ เกิดจากอะไร มีวิธีรักษาแผลเป็นอย่างไรบ้าง


เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
  • คีลอยด์ คืออะไร
  • ลักษณะของคีลอยด์
  • สาเหตุของการเกิดแผลคีลอยด์
  • บริเวณที่มักเกิดแผลคีลอยด์
  • หัตถการที่มักทำให้เกิดคีลอยด์
  • วิธีรักษาคีลอยด์ มีอะไรบ้าง
    • การฉีดยาสเตียรอยด์
    • การทายา
    • การใช้โปรแกรมเลเซอร์
    • การผ่าตัดแผลคีลอยด์
    • การฉายรังสี
  • วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดคีลอยด์
  • สรุป คีลอยด์ รักษายากหรือไม่


คีลอยด์ ปัญหาแผลเป็นที่มีลักษณะนูน หนา และมักขยายใหญ่กว่าขนาดของแผลเดิม โดยเกิดจากกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังที่มากเกินปกติของร่างกาย แม้แผลจะหายแล้วแต่ร่างกายยังคงผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นคีลอยด์ ซึ่งอาจส่งผลให้รู้สึกคัน เจ็บ หรือทำให้เสียความมั่นใจในรูปลักษณ์ได้ บทความนี้จะพาไปรู้จักสาเหตุของคีลอยด์ รวมถึงวิธีการรักษาและดูแลเพื่อให้แผลเรียบเนียนขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาว

 

คีลอยด์ คืออะไร

คีลอยด์ (Keloid) คือแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดจากการซ่อมแซมผิวหนังที่ผิดปกติ โดยร่างกายผลิตคอลลาเจนมากเกินไปจนทำให้แผลนูน หนา และลุกลามเกินขอบเขตของแผลเดิม มักมีลักษณะสีชมพู แดง หรือเข้ม และอาจรู้สึกคัน เจ็บ หรือตึงได้ คีลอยด์พบได้บ่อยบริเวณหน้าอก หลัง ไหล่ หรือใบหู โดยอาจเกิดจากบาดแผลเล็กน้อย เช่น รอยสิว รอยเจาะ หรือแผลผ่าตัด

ลักษณะของคีลอยด์

คีลอยด์เป็นแผลเป็นชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงรอยแผลธรรมดา แต่แท้จริงแล้วมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างและรักษาได้ยาก ซึ่งลักษณะต่าง ๆ ของแผลคีลอยด์ มีดังนี้

  • นูนเกินขอบเขตของแผลเดิม แผลคีลอยด์จะนูนขึ้นจากผิวหนังปกติ และลุกลามขยายใหญ่กว่าขอบเขตของบาดแผลเดิม ซึ่งเป็นจุดที่ใช้แยกออกจากแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) ที่มักไม่เกินขอบแผล
  • มีสีแดง ชมพู หรือคล้ำ สีของคีลอยด์จะเปลี่ยนไปตามระยะเวลา เริ่มจากสีแดงหรือชมพูในช่วงแรก และอาจกลายเป็นสีน้ำตาลหรือคล้ำในระยะหลัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวสีเข้ม
  • ผิวแข็งและยืดหยุ่นน้อย เนื้อของคีลอยด์มักจะแข็ง ตึง และมีลักษณะหนาแน่น ไม่ยืดหยุ่นเหมือนผิวปกติ ทำให้รู้สึกแน่นหรือไม่สบายผิวเมื่อสัมผัส
  • มีอาการคัน แสบร้อน หรือเจ็บ โดยเฉพาะในช่วงที่แผลกำลังพัฒนา อาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกรำคาญหรือไม่สบายตัว
  • มีโอกาสขยายต่อเนื่อง คีลอยด์บางกรณีสามารถขยายขนาดได้เรื่อย ๆ แม้ว่าแผลเดิมจะหายดีแล้ว และไม่มีการบาดเจ็บใหม่เกิดขึ้น

 

สาเหตุของการเกิดแผลคีลอยด์

แม้แผลผ่าตัดหรือแผลทั่วไปจะหายดีแล้ว แต่บางครั้งร่างกายกลับซ่อมแซมมากเกินไปจนเกิดเป็นคีลอยด์ ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีพื้นผิวหรือปัจจัยเฉพาะเจาะจง ดังนี้

  • แผลผ่าตัดมีการตึงมากเกินไป เช่น หน้าอก ไหล่ หรือข้อพับ มักทำให้ร่างกายต้องเร่งสร้างคอลลาเจนเพื่อปิดแผลมากกว่าปกติ ส่งผลให้แผลนูนและกลายเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
  • การอักเสบหรือติดเชื้อหลังผ่าตัด จะทำให้กระบวนการฟื้นฟูของผิวหนังผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณให้สร้างเนื้อเยื่อเพื่อซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องและมากเกินไป จนกลายเป็นแผลคีลอยด์
  • การดูแลแผลไม่ถูกวิธีหลังผ่าตัด เช่น ปล่อยให้แผลแห้งกรังเกินไป แกะสะเก็ดแผลก่อนเวลา หรือปล่อยให้แผลสัมผัสกับสิ่งสกปรก อาจกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนมากเกินจำเป็น
  • มีประวัติเป็นคีลอยด์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากรอยสิว แผลผ่าตัด หรือการเจาะร่างกาย มีโอกาสสูงที่จะเกิดคีลอยด์ซ้ำ เพราะร่างกายมีแนวโน้มในการตอบสนองวยการสร้างคอลลาเจนมากผิดปกติ
  • ตำแหน่งของแผลผ่าตัดอยู่ในจุดเสี่ยง เช่น หน้าอก ไหล่ หลัง หู หรือขากรรไกร ซึ่งมักเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย หรือมีแรงดึงจากน้ำหนักของผิวหนังอยู่แล้ว

บริเวณที่มักเกิดแผลคีลอยด์

แม้คีลอยด์จะสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย แต่ก็มีบางตำแหน่งที่พบได้บ่อยกว่าจากลักษณะผิว ความตึง หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งมักกระตุ้นให้แผลพัฒนาเป็นคีลอยด์ได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งพบได้ในตำแหน่งต่อไปนี้

  • หน้าอก เป็นบริเวณที่มีแรงดึงจากการหายใจและการเคลื่อนไหวของแขน จึงทำให้แผลผ่าตัดหรือรอยสิวกลายเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
  • ไหล่และต้นแขน ตำแหน่งนี้มีการขยับอยู่ตลอดเวลา และมักเกิดแรงตึงที่ผิวหนังเมื่อเคลื่อนไหว จึงเสี่ยงต่อการเกิดคีลอยด์ โดยเฉพาะหลังการฉีดยา ผ่าตัด หรือเป็นสิว
  • หลังส่วนบน มีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ได้ง่ายเพราะผิวหนังบริเวณนี้หนา มีต่อมไขมันมาก และเสียดสีกับเสื้อผ้าอยู่บ่อยครั้ง
  • หลังใบหูและติ่งหู มักเกิดจากการเจาะหูหรือการผ่าตัดบริเวณหลังหู ซึ่งเนื้อเยื่อส่วนนี้มีแนวโน้มตอบสนองต่อการซ่อมแซมมากเกินไป จึงกลายเป็นคีลอยด์ได้บ่อย
  • ขากรรไกรหรือแนวกราม เป็นบริเวณที่ผิวหนังเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น การพูดหรือเคี้ยวอาหาร จึงทำให้แผลเล็ก ๆ พัฒนาเป็นคีลอยด์ได้ง่าย โดยเฉพาะจากสิวอักเสบ
  • หน้าท้อง โดยเฉพาะในผู้ที่ผ่านการผ่าตัดคลอดหรือผ่าตัดช่องท้อง มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือลุกลามเป็นคีลอยด์หากไม่ได้รับการดูแลแผลอย่างเหมาะสม

หัตถการที่มักทำให้เกิดคีลอยด์

หัตถการบางอย่างมีความเสี่ยงทำให้เกิดคีลอยด์ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลคีลอยด์อยู่แล้ว เช่น การผ่าตัดต่าง ๆ เช่น ผ่าคลอด ผ่าตัดเสริมหน้าอก ผ่าก้อนเนื้อ การเจาะหูหรือเจาะร่างกาย การปลูกผม การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ และการกำจัดไฝหรือหูด เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลบนผิวหนัง หากแผลหายไม่ดีหรือเกิดการอักเสบ ก็อาจกระตุ้นให้เกิดคีลอยด์ได้ง่าย ดังนั้นผู้ที่มีประวัติควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับหัตถการเพื่อวางแผนการป้องกันล่วงหน้า

 

วิธีรักษาคีลอยด์ มีอะไรบ้าง

แม้คีลอยด์จะเป็นแผลเป็นที่รักษาได้ยากและมีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่ปัจจุบันก็มีหลายวิธีที่สามารถช่วยให้แผลเรียบลง สีจางลง หรือบรรเทาอาการคัน เจ็บ และป้องกันการลุกลามได้ โดยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของแผล ดังนี้

การฉีดยาสเตียรอยด์

แพทย์จะฉีดตัวยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปในเนื้อคีลอยด์โดยตรง เพื่อยับยั้งการอักเสบและลดการสร้างคอลลาเจนส่วนเกิน วิธีนี้ช่วยให้แผลนิ่มลง ยุบตัว และลดอาการคันหรือเจ็บได้ เห็นผลชัดเจนเมื่อทำต่อเนื่องทุก 3–4 สัปดาห์

การทายา

การใช้ยาทาประเภทซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคนสามารถลดความตึงผิวหนังและป้องกันแผลนูน ใช้เป็นวิธีเสริมในการรักษาแผลคีลอยด์ขนาดเล็ก หรือใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้น ต้องใช้ต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์

การใช้โปรแกรมเลเซอร์

โปรแกรมเลเซอร์รอยแผลเป็นช่วยลดความแดง ความนูน และความคันของแผลคีลอยด์ ทำให้ผิวเรียบขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มักใช้ร่วมกับการฉีดยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ด้านความสวยงาม

การผ่าตัดแผลคีลอยด์

การผ่าตัดคีลอยด์ออกเป็นทางเลือกในกรณีแผลขนาดใหญ่หรือดื้อยา แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้สูงหากไม่ดูแลต่อเนื่อง ซึ่งวิธีนี้มักต้องใช้การผ่าตัดร่วมกับการฉีดยาหรือการฉายรังสีภายหลังเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นซ้ำในบริเวณเดิม

การฉายรังสี

เป็นวิธีลดการเจริญเติบโตของคอลลาเจนในแผลคีลอยด์ โดยใช้รังสีพลังงานต่ำฉายเฉพาะจุดหลังการผ่าตัด เหมาะกับคีลอยด์ที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น แต่การฉายรังสีนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดคีลอยด์

แม้คีลอยด์จะเป็นปัญหาที่รักษาได้ยากและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดได้หากดูแลผิวและแผลอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติเป็นคีลอยด์หรือมีแนวโน้มจะเกิดได้ง่าย การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ไม่จำเป็น เช่น การเจาะหู เจาะร่างกาย หรือสักลาย หากเคยมีประวัติคีลอยด์มาก่อน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดแผลใหม่ เพราะเสี่ยงเกิดคีลอยด์ซ้ำในจุดอื่นได้ง่าย
  • ดูแลแผลอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก ทำความสะอาดแผลให้ถูกต้อง ป้องกันการติดเชื้อ ไม่แกะหรือรบกวนแผลในช่วงที่กำลังสมาน และควรปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้แผ่นซิลิโคนหรือยาทาเพื่อลดการเกิดแผลนูน
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดในบริเวณแผล แสงแดดสามารถกระตุ้นให้รอยแผลคล้ำและนูนขึ้นได้มากขึ้น ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงในบริเวณแผล หรือใช้ผ้าปิดบังไม่ให้ถูกแสงโดยตรง
  • ใช้แผ่นซิลิโคนหรือเจลซิลิโคนอย่างต่อเนื่อง ซิลิโคนสามารถช่วยลดแรงตึงผิวหนัง ยับยั้งการสร้างคอลลาเจนส่วนเกิน และป้องกันไม่ให้แผลพัฒนาเป็นคีลอยด์ โดยควรใช้ตั้งแต่แผลเริ่มหายและต่อเนื่องอย่างน้อย 2–3 เดือน
  • แจ้งแพทย์หากมีประวัติคีลอยด์ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการป้องกันล่วงหน้า เช่น การเย็บแผลแบบลดแรงตึง การใช้ยาป้องกัน หรือการติดตามแผลอย่างใกล้ชิดหลังผ่าตัด

สรุป คีลอยด์ รักษายากหรือไม่

คีลอยด์ถือเป็นแผลเป็นชนิดหนึ่งที่รักษาได้ค่อนข้างยาก เพราะมีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายแม้รักษาแล้ว และมักตอบสนองต่อการรักษาได้ช้ากว่าแผลทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและใช้วิธีที่เหมาะสม ก็สามารถควบคุมอาการและลดความนูนของแผลได้ดี การเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกและป้องกันไม่ให้ลุกลามจึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการคีลอยด์ให้ได้ผลดีที่สุด

หากใครที่กำลังเจอกับปัญหาแผลคีลอยด์และสนใจโปรแกรมเลเซอร์รักษาแผลเป็น ที่ APEX สามารถจองคิวเพื่อสอบถามและปรึกษากับแพทย์ หรือใครที่มีข้อสงสัยและคำถามเพิ่มเติม สามารถทักเข้ามาสอบถามได้เลยค่ะ

Post Comment



- view all -

THE HIGHLIGHTER

- view all -