ยา PrEP (เพร็พ) เป็นยาป้องกันเชื้อ HIV ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูง สามารถใช้ต่อเนื่องในระยะยาวได้โดยไม่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกายสำหรับคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับยาชนิดอื่นๆ PrEP อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้บ้างในบางคน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเพียงอาการเล็กน้อยและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมวิธีรับมือที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณใช้ยาได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด
รู้จักผลข้างเคียงระยะสั้น (Common Side Effects)
เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วง 1-4 สัปดาห์แรก ของการเริ่มทานยา ซึ่งวงการแพทย์เรียกว่า "Start-up Syndrome" เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวเข้ากับตัวยา อาการเหล่านี้มักจะไม่รุนแรงและจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อทานยาต่อเนื่อง
อาการทางระบบทางเดินอาหาร
อาจมีอาการคลื่นไส้, พะอืดพะอม, อยากอาเจียน, ปวดท้อง, ท้องอืด หรือถ่ายเหลวเล็กน้อย อาการเหล่านี้มักเป็นไม่มากและไม่รบกวนชีวิตประจำวันจนเกินไป
อาการทางระบบประสาท
บางคนอาจรู้สึกปวดศีรษะตื้อๆ, เวียนหัวเล็กน้อย, รู้สึกอ่อนเพลียไม่สดชื่น หรือง่วงนอนมากกว่าปกติในช่วงแรก
วิธีรับมือเบื้องต้น
ทานยาพร้อมมื้ออาหารหรือก่อนนอน: จะช่วยลดอาการคลื่นไส้และเวียนหัวได้ดีมาก
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ช่วยลดอาการปากแห้ง คอแห้ง และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น
พักผ่อนให้มากขึ้น: ถ้ารู้สึกเพลีย ควรหาเวลางีบหลับหรือเข้านอนให้เร็วขึ้น
อดทนและทานยาต่อเนื่อง: อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจทำให้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการปรับตัว
ผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น (Long-term Side Effects)
ผลข้างเคียงในระยะยาวพบได้น้อยกว่ามาก แต่เป็นสิ่งที่แพทย์ต้องให้ความสำคัญและติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในผู้ที่ทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี
ผลกระทบต่อการทำงานของไต
ตัวยาบางชนิดใน PrEP (โดยเฉพาะสูตร TDF) จะถูกขับออกทางไต ซึ่งอาจทำให้ค่าการทำงานของไต (Creatinine) สูงขึ้นเล็กน้อยในบางคน แต่ส่วนใหญ่มักกลับสู่ปกติได้เมื่อหยุดยา หรือเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรใหม่ (TAF) ที่มีผลต่อไตน้อยกว่ามาก
ผลกระทบต่อความหนาแน่นของมวลกระดูก
การศึกษาพบว่าอาจมีการลดลงของมวลกระดูกเล็กน้อย (ประมาณ 1-2%) ในช่วงแรกของการทานยา แต่โดยทั่วไปจะไม่ส่งผลรุนแรงถึงขั้นทำให้กระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย และมักจะคงที่เมื่อทานยาต่อไป
วิธีป้องกันและลดความเสี่ยง
ตรวจเลือดตามนัดทุก 3-6 เดือน: เป็นหัวใจสำคัญที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินค่าไตและสุขภาพโดยรวม
แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว: โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ หรือกระดูกพรุน เพื่อให้แพทย์เลือกสูตรยาที่เหมาะสมที่สุดให้คุณ
สัญญาณอันตราย! อาการแบบไหนที่ควรกลับไปพบแพทย์ทันที?
แม้จะปลอดภัยสูง แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบกลับไปพบแพทย์ก่อนวันนัดทันที:
อาการแพ้ยา: มีผื่นแดงขึ้นตามตัว, คันรุนแรง, บวมที่ใบหน้า ปาก หรือเปลือกตา, หายใจลำบาก
อาการรุนแรงอื่นๆ: ปวดท้องอย่างรุนแรง, คลื่นไส้อาเจียนไม่หยุดจนทานอาหารไม่ได้, ตัวเหลือง ตาเหลือง, หรืออ่อนเพลียมากจนผิดสังเกต
"Start-up Syndrome" คืออะไร? ทำไมบางคนถึงเป็น
Start-up Syndrome คือกลุ่มอาการที่ร่างกายกำลัง "ทำความรู้จัก" กับยาใหม่ เปรียบเสมือนเวลาเราเริ่มออกกำลังกาย ช่วงแรกอาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบ้าง แต่พอทำไปเรื่อยๆ ร่างกายจะแข็งแรงขึ้นและอาการปวดก็จะหายไป การทาน PrEP ก็เช่นกัน ขอเพียงเข้าใจและอดทนผ่านช่วงสั้นๆ นี้ไปได้ คุณก็จะสามารถใช้ยาป้องกันได้อย่างสบายตัวในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลข้างเคียง PrEP (FAQ)
ยา PrEP ทำให้อ้วนขึ้นจริงไหม?
ไม่จริงเสมอไป งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า PrEP ไม่ได้ส่งผลโดยตรงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักมักมาจากไลฟ์สไตล์และอาหารการกินมากกว่า
ทาน PrEP นานๆ จะมีผลเสียต่อตับหรือไม่?
โดยทั่วไป PrEP จะถูกขับออกทางไตเป็นหลัก จึงมีผลต่อตับน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ต้องแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ เพราะการหยุดยา PrEP กะทันหันอาจทำให้ไวรัสตับอักเสบบีกำเริบได้
ถ้าทนผลข้างเคียงไม่ไหว ควรทำอย่างไร?
ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์ช่วยปรับเปลี่ยนเวลาทานยา หรือพิจารณาเปลี่ยนสูตรยาไปใช้ตัวที่ผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อความสบายตัวสูงสุดของคนไข้
สรุป: PrEP ปลอดภัยกว่าที่คุณคิด หากใช้อย่างถูกวิธี
ความกังวลเรื่องผลข้างเคียงเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเทียบกับประโยชน์มหาศาลในการป้องกันการติดเชื้อ HIV แล้ว PrEP ถือเป็นยาที่คุ้มค่าและปลอดภัยมาก สิ่งสำคัญคือการทานยาภายใต้การดูแลของแพทย์ และตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลใจ อย่าลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาเรา เพื่อให้คุณได้รับการดูแลที่ดีที่สุดและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจาก HIV